ท่องไปในเมืองคนบาป เที่ยวลาส เวกัสแบบไม่ต้องวัดดวง

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติแมคคาร์แรน สายตาก็เตะเข้ากับตู้สล็อตแมชชีนหลากสีสันที่จัดตั้งอยู่เป็นระยะ แม้จะบอกตัวเองว่าไม่ใช่นักเสี่ยงโชคตัวยง แต่ตั้งแต่เท้าแตะถึงสนามบิน จวบจนเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ แล้วไปเช็คอินที่โรงแรม ทุกอณูในเมืองลาส เวกัสแทบจะมีตู้เสี่ยงโชคนี้คอยกวักมือให้ผีพนันเข้าสิง

เอ๊า ก็บอกแล้วว่าไม่ชอบเสี่ยงโชคและฉันก็จะอดรนทนต่อแรงยั่วเย้านี่ให้ได้ ไม่เชื่อก็มาลอง(พนัน)ดู!

ป้าย Welcome to Las Vegas ที่พบได้ทั่วเมือง

เมื่อไม่ใช่เศรษฐีระดับเจ็ทเซ็ท ความปรารถนาที่จะตื่นขึ้นมาเดินทางรอบโลกเพื่อไปเช็คอินตามแลนด์มาร์กเก๋ๆ ทั่วยุโรปและเอเชีย คงกลายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม อย่ากระนั้นเลย ลาสเวกัสนี่ล่ะที่จะพาเราท่องไปแดนในฝัน ทั้งหอไอเฟล ปิรามิด คลองเวนิส และเทพีเสรีภาพ ทั้งหมดนี้ถูกเนรมิตไว้ในแดนคนบาป เราเดินปะปนไปกับผู้คนที่ถนนสตริป (Strip) ถนนเส้นหลักใหญ่ใจกลางดาวน์ทาวน์ แหล่งรวมความบันเทิงทั้งหมดของเมือง เพียงแค่นี้เราก็สามารถเที่ยวรอบโลกได้ในเพียงชั่วข้ามคืน

ถนนสตริปสายหลักของลาสเวกัส

การท่องเที่ยวลาส เวกัส สรุปรายได้คร่าว ๆ ถึงตัวเลขที่วิ่งวนในคาสิโนต่อวันว่ามีมากถึง 630,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าคูณ 365 วันเข้าไปจะเป็นจำนวนเงินราว 220 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ หากนำเงินจำนวนดังกล่าวไปบริจาคให้องค์การนาซ่า ก็จะใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นในการสร้างยานอวกาศมาอีกลำ รายได้อภิมหาศาลขนาดนี้ไม่ได้มาจาก ‘คาสิโน’ ทั้ง 172 แห่งเพียงอย่างเดียว ลาสเวกัสยังคงไม่หยุดการครองแชมป์สุดยอดเมืองเอนเตอร์เทนเมนท์ระดับโลก ด้วยการลงทุนกับเมกกะโปรเจ็กท์ทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะตั้งอยู่บนถนนสตริปทั้งสิ้น เช่น ศูนย์ประชุม Las Vegas Convention Center Expansion (ใช้งบสร้าง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)  การมาของรีสอร์ทสุดหรู The Resort World Casino Las Vegas( งบการสร้าง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งรองรับแขกได้ถึง 3,400 ห้อง และจะเปิดให้บริการในปี 2020 แต่สำหรับขาคอนเสิร์ตอย่างเราบอกเลยว่า ตื่นเต้นสุดๆ กับคอนเสิร์ตฮอลล์สุดเจ๋งคล้ายโดมแก้วมหึมา อยากรู้ว่า คูลแค่ไหนให้เสิร์ชอากู๋ หา MSG Sphere Las Vegas แล้วคุณจะต้องอยากเป็นหนึ่งในคนดูจากจำนวน18,000 ที่นั่งเหมือนกับเรา !

ชมแลนด์มาร์กต่างๆรอบโลกที่ถนนสตริป

ก่อนจะก้าวเข้าสู่การร่วมฉลองลาสเวกัส 100 ปีในปีหน้า อดีตดินแดนร้างแห่งนี้ถูกนำมาแก้ปัญหาทางด้านอุทกภัย เพราะมีพื้นที่ตั้งอยู่ตรงชายแดนของสองรัฐ นั่นคือแอริโซนาและเนวาดา รัฐบาลตัดสินใจสร้างเขื่อนขึ้นเพื่อขวางทางน้ำหลากบนแม่น้ำโคโลราโดในปีค.ศ. 1931 เกิดเป็นเขื่อนฮูเวอร์ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ให้แก่วงการวิศวกรรม เพราะนี่คือเขื่อนใหญ่ที่สุดโลกในช่วงเวลานั้น ด้วยความสูง 221 เมตร โดยมีความหนาของฐานถึง 201 เมตร หรือราวขนาดสองสนามฟุตบอลรวมกัน

โรงแรมรูปทรงพีระมิด

น้ำพุเต้นระบำเบลลาจิโอ (Bellagio Fountains) ที่ถนนสตริป

ช่วงเวลาแห่งการสร้างเขื่อนนี่แหละคือจุดกำเนิดของ ‘Sin City’ เพราะดึงดูดแรงงานมากกว่า 1,000 คน เดินทางมาสู่รัฐเนวาดา หลังตรำงานหนัก เหล่ากรรมกรมุ่งตรงสู่ฟรีมอนต์(Fremont) ย่านโลกีย์ของลาส เวกัส ที่มีแหล่งมั่วสุมแบบครบวงจร รอบๆ เต็มไปด้วยโมเต็ลราคาถูก ปัจจุบันถนนคนเดินฟรีมอนต์ (Fremont Street Experience) ยังคงเต็มไปด้วยคาสิโนแบบดั้งเดิมมาตั้งแต่ยุค 40s คึกคักสุดหลังตะวันลับฟ้า แสงไฟหลายล้านดวงสาดส่องจนกลางคืนสว่างกว่ากลางวันได้ โดยเฉพาะแถบโรงแรม Golden Nugget และ 4 Queens แสงจากหลอดไฟกลมที่ทำหน้าที่ยืนหยัดกับลาสเวกัสตั้งแต่ยุคบุกเบิก ช่างมีเสน่ห์ต้องตาต้องใจ เข้าใจอารมณ์แมงเม่าที่พร้อมบินเข้ากองไฟก็ยามนี้

กิจกรรมซิปไลน์

กิจกรรมที่ได้รับความนิยมบนถนนฟรีมอนต์

มาฟรีมอนต์แล้วแนะนำให้ท้าประลองความกล้ากับกิจกรรมซิปไลน์ SlotZilla Zip Line ที่วิ่งขนานไปกับหลังคาจอแอลซีดี ร่อนวนเหนือผู้คนที่เดินทอดน่องในเบื้องล่าง ที่สำคัญการร่อนบนซิปไลน์ไปถึงจุดหมายของคุณยังได้ลุ้นรางวัลเหมือนเล่นสล็อตอีกต่างหาก

ในเมื่อเสน่ห์อย่างหนึ่งของลาส เวกัส คือแสงสีนีออนที่เปิดขึ้นกันพรึ่บพรั่บในยามค่ำ ดังนั้นแล้ว Neon Museum จึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้คุณเห็นลาส เวกัสในอีกมิติ ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านป้ายนีออนวินเทจที่เคยประดับตามโมเต็ล คาสิโน คลับและร้านอาหารซึ่งนำมาจากถนนฟรีมอนต์ ต้นกำเนิดความบันเทิงก่อนจะย้ายมายังถนนสตริปในปัจจุบัน

Neon Musuem เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองไปกับป้ายไฟของเวกัส

ย้อนอดีตเรื่องการโฆษณาร้านผ่านป้ายนีออน ถูกใช้ครั้งแรกที่ลอส แองเจลีสในปี ค.ศ.1928 จากนั้นแพร่ขยายสู่ทางตะวันตกของประเทศในรัฐเนวาดา Neon Museum รวบรวมป้ายนีออนเก่าแก่ 150 ป้าย จัดเรียงกันดั่งงานศิลปะ โดยมีป้ายสำคัญของ Moulin Rouge Hotel (1955) คาสิโนและโรงแรมแบบบูรณาการที่แรกในสหรัฐอเมริกา ออกแบบโดยเบ็ตตี้ วิลลิส (Betty Willis) กราฟฟิกดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลต่อภาพลักษณ์สมัยใหม่ของลาสเวกัส และเป็นผู้ออกแบบป้ายซิกเนเจอร์อันโด่งดังที่ใครผ่านไปผ่านมาเวลาเข้าเมืองก็มักจะต้องหยุดชักภาพเป็นที่ระลึก นั่นคือ Welcome to Fabulous Las Vegas ป้ายออริจินัลตั้งอยู่ทางใต้ของถนนสตริป ซึ่งบอกเลยหาไม่ยาก เพราะถ้าคุณขับรถผ่านไปทิศใต้ก็จะเห็นผู้คนหยุดรถถ่ายรูปคู่กับป้ายนี้กันเป็นแถว

สนุกกับการเรียนรู้ผ่านป้ายทรงแปลกตา

ไหนๆ ก็มาเยือนเมืองที่ทุ่มเทให้กับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว เราจึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างเบอร์เกอร์ครั้งนี้จะพิเศษกว่าประเทศไหนๆ เพราะลาส เวกัสเชิญเหล่าเชฟก้องโลกมาให้นักเดินทางได้มีทางเลือกแบบเหนือระดับกว่าใคร แค่เห็นชื่อกอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay) เชฟชาวสก็อตที่มีลีลาการจัดรายการได้เผ็ดร้อนสมชื่อ Hell’s Kitchen เปิดร้านเบอร์เกอร์อยู่ตรงชั้นกราวด์ของ  Planet Hollywood Las Vegas ที่ตั้งของ Gordon Ramsay BurGR หน้าร้านร้อนแรงด้วยเปลวไฟพวยพุ่งเล่นระดับยาว 30 ฟุต เมนูแนะนำชื่อเดียวกับรายการ Hell’s Kitchen Burger (15 ดอลลาร์ฯ) เนื้อเบอร์เกอร์กัดแล้วได้ความเต็มแน่นหอมด้วยการย่างจากเตาถ่าน ผสมกับอะโวคาโดเพิ่มความกลมกล่อม และที่ขาดไม่ได้คือ Truffle Parmesan Fries (11 ดอลลาร์ฯ) เฟรนช์ฟรายชิ้นโตกรอบกำลังดี กัดแล้วให้ความรู้สึกเบา จิ้มกับ Curry Ketchup ซอสมะเขือซิกเนเจอร์ของร้านที่ผสมเครื่องเทศเอเชียเข้าไป พอจะให้คลายคิดถึงบ้านได้นิดนึง (ก็ยังดี) รวมๆ แล้วเป็นมื้อที่ค่อนข้างหนัก

ร้านเบอร์เกอร์ของเซเลบริตี้เชฟ Gordon Ramsay 

ดังนั้นซื้อมาแล้วแบ่งกันชิมคนละนิดละหน่อยดีกว่า ถนอมพุงไว้สำหรับมื้อบุฟเฟ่ต์ใหญ่ๆ ตามโรงแรมต่างๆ ที่แต่ละโรงแรมก็ทุ่มเทด้วยการจ้างเชฟระดับโลกมาประจำการ อย่าง The Venetian ที่เราเข้าไปเดินเล่นชมคลองเวนิส ที่นี่ก็มีเซเลบริตี้เชฟตามห้องอาหารมากที่สุดในเวกัสถึง 15 คน แต่สถานที่โรแมนติกสุดเรายกให้ห้องอาหาร The Buffet ที่โรงแรม Wynn ทั้งบรรยากาศสวยสว่างประดับด้วยมวลบุปผชาติ กับเมนูสารพัดให้อิ่มหนำทั้งอาหารนานาชาติคุณภาพเกรดเอและพาเหรดของหวานสุดอลังการ แต่สาเหตุที่เราเลือกมา Wynn จริงๆ เพราะอยากไปดูโคมไฟระย้าที่ Gustav Eiffel ออกแบบไว้ต่างหาก งานชิ้นนี้น่าจะเป็นผลงานชิ้นเกือบสุดท้ายในชีวิตของเขา เพราะทำขึ้นในปี ค.ศ.1918 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1923

บ้านเรือนสดใสด้วยลายกราฟฟิตี้

ก่อนจากลาส เวกัสไป เราไปยืนมุงดูชาวบ้านเสี่ยงดวงกันอยู่นาน เผลอไผลก่อนเจ้าตัวกิเลสจะออกมาเพ่นพ่าน ต้องรีบเดินหนีจากวงจรนั้น เพื่อไปพบว่า ยังมีวงจรอีกมากมายที่ชวนให้เราไตร่ตรองอีกครั้งว่า จะวัดดวงสักตั้งดีไหม?