ยามแรกสะใภ้ญี่ปุ่นเยือนอเมริกา

ฉันย้ายมาอยู่ฝั่งตะวันออกของอเมริกาในช่วงฤดูหนาว ทั้งหนาวเย็นจับใจ ทั้งท้องฟ้าเป็นสีเทา เห็นแล้วชวนหม่นหมองสำหรับคนที่ต้องจากถิ่นคุ้นเคยมาอยู่ในที่แห่งใหม่ ช่วงนั้นฉันไม่ได้อยากจากญี่ปุ่นมาเลย คิดดูสิคะว่าฉันต้องพลาดอะไรไปบ้าง ทั้งราเม็ง เนื้อย่าง หม้อไฟ ซูชิ ซาชิมิ และบรรดาของอร่อยอื่น ๆ ในญี่ปุ่นที่ฉันจะอดกินไปอีกนาน ยิ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างมาก ใจก็ยิ่งต่อต้าน ยิ่งคิดถึงญี่ปุ่นมากขึ้นเท่านั้น

ขนาดนิวยอร์กเคยเป็นที่ที่ฉันเคยใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากลองไปอยู่ แต่การที่ฝันเป็นจริงในตอนที่ฉันไม่ได้สนใจแล้วก็ไม่นับว่าเป็นฝันดีเท่าไหร่ เหมือนโดนชีวิตบังคับให้ต้องพรากจากสิ่งที่รักไปสู่สิ่งที่ไม่ได้รักแทน ยิ่งมาเจอ culture shock หลายประการในช่วงแรก ๆ ก็ยิ่งเซ็ง

พอคุ้นชินกับวิถีชีวิตในญี่ปุ่นจนรู้สึก(ไปเอง) ว่านั่นคือมาตรฐานในการดำรงชีวิตแล้ว ช่วงที่มาอยู่อเมริกาใหม่ ๆ นั้น เพียงแค่พนักงานร้านกาแฟหรือพนักงานโรงแรมทักทายว่า “หวัดดี เป็นไงมั่ง” หรือ “ไง พรรคพวก” ฉันก็นึกอยากมีประตูสารพัดที่ของโดราเอมอน จะได้เปิดปุ๊บกลับญี่ปุ่นไปเลย เรื่องแค่นี้ก็ชวนโฮมซิกได้แล้วสำหรับฉันในเวลานั้น

ไม่ใช่อะไร คือปกติอยู่ญี่ปุ่นจะได้รับบริการแบบสุภาพนอบน้อมอย่างหาที่ติไม่ได้ (อย่างน้อยก็จนกระทั่งถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้) จึงเคยชินและคาดหวังบริการแบบนั้นไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะไม่ได้หวังว่าทุกประเทศต้องเป็นแบบเดียวกัน แต่พอเจอความ “ชิลล์” แทนที่ความ “สุภาพนอบน้อม” เข้ากระทันหันก็เลยช็อกไปเสียอย่างนั้น ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเองอาจคิดว่าโอเว่อร์ไม่เข้าเรื่อง

เหตุผลหนึ่งของการบริการที่สุภาพนอบน้อมอย่างยิ่งของญี่ปุ่นน่าจะมาจากการที่สังคมญี่ปุ่นมีการแบ่งลำดับความสูงต่ำอย่างเข้มงวด รวมทั้งแบ่งความเป็นคนนอก-คนในอย่างชัดเจน ในขณะที่คนอเมริกันเน้นความเท่าเทียมและความเป็นกันเอง สิ่งที่แสดงออกจึงต่างกันไปโดยปริยาย

ฉันสังเกตเห็นงานบริการของอเมริกาในหลายแห่งแล้วนึกถึงญี่ปุ่น มันมีเรื่องเล็กบางอย่างที่ญี่ปุ่นไม่ได้มองข้าม และเรื่อง(ที่ดูเหมือน)เล็กนี้เองที่สร้างความแตกต่างได้มาก