เที่ยวเอ็มจีเอ็ม แกรนด์ (MGM Grand)

เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ (MGM Grand) ในลาสเวกัส เดิมชื่อมารีน่า แอนด์ เอ็มจีเอ็ม-แกรนด์ (Marina and MGM-Marina) บริหารโดยเอ็มจีเอ็ม รีสอร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในเดอะสตริป ทรอปปิคาน่า แยกถนนลาสเวกัส ประกอบด้วยตึกหลักที่มีทั้งหมด 30 ชั้น สูง 89 เมตร ถูกเชื่อมต่อด้วยสะพานข้ามคนเดินเพื่อไปยังคาสิโนใกล้เคียง ทางด้านใต้ข้ามไปยังถนนทรอปปิคาน่า (Tropicana Avenue) ส่วนทางฝั่งตะวันตกข้ามไปยังนิวยอร์ค-นิวยอร์ค โฮเทล แอนด์ คาสิโน สะดวกสบายได้โล่ไปเล้ยย!!

เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ คือหน่วยงานด้านความบันเทิงที่มีชื่อเสียงสุดๆ ในด้านงานอีเวนท์ดาราที่เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ การ์เดน อารีน่า (MGM Grand Garden Arena) เป็นโรงแรมเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนห้องกว่า 6,852 ห้อง และเป็นโรงแรมคอมเพล็กซ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกด้วยจำนวนห้อง และเป็นโรงแรมรีสอร์ทคอมเพล็กซ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา ตามอยู่แค่ เดอะเวเนเชี่ยน และเดอะพาลาซโซ เท่านั้น

ที่พักจะถูกตกแต่งในสไตล์ร่วมสมัย และคลาสสิค มีสระว่ายน้ำ แม่น้ำ น้ำตก ศูนย์การประชุมพื้นที่ 35,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีร้านค้ามากมายให้เลือกสรร อีกทั้งไนท์คลับ คาสิโนขนาดใหญ่ที่สุดในเขตคลาร์ค (Clark County) กินพื้นที่กว่า 15,930 ตารางเมตร อลังสุดอ่ะ มงลงไปเลยค่าา

ร้านอาหารที่นี่ก็เด็ดม๊ากก เพราะเป็นแหล่งรวมเชฟดังระดับโลก รอเสิร์ฟความอร่อยให้เราอยู่ ร้านที่ได้รับรางวัลร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศอย่างโจเอล โฮบิชอง Joel Robuchon สเต็กแบบคลาสสิคที่ ทอม คอลิคคิโอ (Tom Colicchio’s Craftsteak) และอาหารญี่ปุ่นแนวสร้างสรรค์ที่โมริโมโต้ ลาสเวกัส (Morimoto Las Vegas) เมนูสไตล์แกสโตรผับ (gastropub) ที่ผับไมเคิล มีน่า 1842 (Michael Mina Pub 1842) และบุฟเฟ่ต์สไตล์คลาสสิคที่ เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ บุฟเฟ่ต์ (MGM Grand Buffet) สบายพุงแล้ววววว

อิ่มแล้วก็สวยต่อที่สปาแบบครบวงจร สระว่ายน้ำก็มีสถานที่อาบน้ำส่วนตัวให้อีกด้วย ฟินคูณสองกันไปเลย แถมยังมีสนามกีฬาแกรนด์การ์เด้น อารีน่า (Grand Garden Arena) สถานที่จัดการแสดงดนตรีระดับโลกด้วยล่ะ บันเทิงครบจบในที่เดียว เกินเบอร์มากจ่ะ

 

LAS VEGAS: Where the Sign Rules

เมืองแห่งสีสันและแสงไฟที่ได้รับสมญานามว่า “มหานครแห่งความบันเทิงของโลก” ที่มาของภาพจำป้ายไฟนีออนสีสันสดใสที่แข่งกันหยอกล้อผู้คนสองข้างถนนในยามค่ำคืน และบรรยากาศเกมการพนันที่เดิมพันด้วยโชคชะตาในคาสิโนหรู ลาส เวกัส (Las Vegas) คือเมืองที่ก้าวข้ามความโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายด้วยอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

Dessert on the Desert
คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะให้จินตนาการภาพของลาส เวกัสเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้วซึ่งยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าเล็กๆ กลางทะเลทรายที่ความเจริญยังก้าวข้ามมาไม่ถึง ในขณะนั้น พื้นที่บริเวณหุบเขาลาส เวกัสของรัฐเนวาดาซึ่งอยู่ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐยูทาห์แห่งนี้ ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการเป็นจุดพักเพื่อเติมน้ำและเสบียงของคาราวานนักเดินทางตั้งแต่ในอดีต จนกระทั่งในปี 1905 ลาส เวกัสได้ยกระดับความสำคัญขึ้นเป็นจุดพักของระบบเส้นทางรถไฟ “Los Angeles – Salt Lake Railroad” ที่เชื่อมต่อซอล์ท เลค ซิตี้ ชุมชนขนาดใหญ่ในทะเลทรายเกรท เบซิน (Great Basin) เข้ากับลอส แองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เขตมหานครที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ก่อนจะตามมาด้วยการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองลาส เวกัสในปี 1911 ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 800 คน

การรองรับผู้โดยสารที่ต้องมาหยุดพักเพื่อต่อรถไฟตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลาส เวกัสเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลตั้งแต่แรกเริ่ม จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับร้านขายเหล้าและบ่อนการพนัน จนทางการต้องจำกัดบริเวณให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เพียงในบล็อกที่ 16 (Block 16) ของเมือง ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งรวมความบันเทิงที่มีทั้งบาร์เหล้า บ่อนการพนัน และแหล่งขายบริการ ภายใต้แสงไฟสีแดงในบรรยากาศคึกคักคละคลุ้งด้วยสิ่งมึนเมา ร้านรวงในบล็อกที่ 16 จึงถูกเรียกว่า “ย่านโคมแดง (Red-light district)” หรือ “แหล่งเที่ยวกลางคืน” แห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองเป็นเวลานับสิบปี ซึ่งแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้เล่นการพนันตั้งแต่ปี 1910 แต่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ค่อนข้างหละหลวมในรัฐเนวาดา บ่อนการพนันจำนวนไม่น้อยก็ยังปรากฏอยู่ในลาส เวกัส

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสแห่งโชคชะตาครั้งสำคัญของลาส เวกัส เกิดขึ้นเมื่อรัฐเนวาดาเผชิญกับความตกต่ำถึงขีดสุดของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เกษตรกรรมและการค้า ที่ตามมาด้วยวิกฤติว่างงานจากมหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 1929 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสิ้นหวัง สภาคองเกรสได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับโครงการด้านวิศวกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือการสร้าง”เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam)” เขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อใช้ป้องกันอุทกภัยและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ในบริเวณหุบเขาแบล็คแคนยอนซึ่งห่างจากลาส เวกัสออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพียง 48 กิโลเมตรชาวอเมริกันหลายพันคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้องจึงต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในโครงการสร้างเขื่อนขนาดมหึมานี้ และในขณะเดียวกันกระแสของฝูงชนที่ยอมข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาชมเขื่อนที่ถูกกล่าวขานว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์แห่งที่ 8 ของโลก”  ก็มีจำนวนถึง 250,000 คนต่อปี แม้ว่าสาธารณูปโภคในบริเวณนั้นจะไม่เอื้ออำนวยสำหรับการมาพักผ่อนเพื่อตากอากาศก็ตาม

ด้วยเสียงเรียกร้องที่ฟังขึ้นจากโธมัส เอ็น แคโรลล์ (Thomas N. Carroll) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์เพื่อโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายเห็นว่า หากปรับภาพลักษณ์ของเนวาดาให้เป็น “สวนสนุกของสหรัฐฯ (Playground of the United States)” โดยอนุญาตให้มีการเล่นพนันและการแข่งม้าในทิวทัศน์กลางแจ้งที่สวยงาม ย่อมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างกำไรมหาศาลอย่างแน่นอน ในที่สุด สภารัฐเนวาดาจึงตัดสินใจคว้าโอกาสที่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวในการกอบกู้เศรษฐกิจของรัฐได้ ด้วยการประกาศให้สามารถเล่นพนันในรัฐได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี 1931

Casino Era
หลังการออกกฎหมายในปี 1931 บ่อนคาสิโนที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ผุดตัวขึ้นบนถนนสองสายสำคัญที่เป็นแหล่งรวมคาสิโนและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของลาส เวกัสจนถึงปัจจุบัน คือ “ถนนฟรีมองต์ (Fremont Street)” บริเวณใจกลางเมือง และ “ทางหลวงหมายเลข 91 (Highway 91)” ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “เดอะ สตริป (The Strip)” หรือ “ลาส เวกัส บูเลอวาร์ด (Las Vegas Boulevard)”

การเปิดตัวของ “เอล แรนโช (El Rancho)” รีสอร์ตคาสิโนแห่งแรกบนทางหลวงหมายเลข 91 ในปี 1941 เป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญของประวัติศาตร์คาสิโนในลาส เวกัส ด้วยทำเลที่ตั้งที่รถยนต์จากแคลิฟอร์เนียจะขับผ่านเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมากรีสอร์ตแห่งนี้แตกต่างด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างมีระดับ และมีเกมการพนันให้เลือกครบครันรวมถึงตู้สล็อตจำนวนถึง 70 ตู้ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งรวมความบันเทิงหลากหลาย ตั้งแต่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ คอกม้า โรงละคร ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นคาสิโนแห่งแรกๆ ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยให้บรรยากาศเพลิดเพลินขึ้นไปอีก ความสำเร็จของเอล แรนโช ทำให้มีการนำคอนเซ็ปต์การออกแบบมาผสมผสานและเกิดเป็นลักษณะเด่นของคาสิโนในลาส เวกัส ซึ่งผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในช่วงเวลาหลายสิบปีต่อมา

 

จำนวนโรงแรมและลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการแข่งขันเพื่อดึงดูดใจลูกค้าที่เป็นไปอย่างคึกคักและดุเดือด โรงแรมคาสิโนต่างใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างจุดขายเฉพาะตัวและงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาประชันกันเต็มที่ จนเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “Anything is Possible in Las Vegas” ตั้งแต่ป้ายสัญลักษณ์และตัวอาคารที่ประดับด้วยหลอดไฟสีสันสวยงามซึ่งถูกปรับเปลี่ยนหน้าตาอยู่เสมอ การออกแบบอาคารที่โอ่อ่าด้วยขนาดและการตกแต่ง เช่น การสร้างทะเลสาบจำลองพร้อมการแสดงน้ำพุประกอบเสียงดนตรีด้านหน้าโรงแรมเบลาจิโอ (Bellagio) หรือการจำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในปารีสอย่างหอไอเฟล และประตูชัยอาร์ค เดอ ตรีอองฟ์ เข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่ของโรงแรมปารีส ลาส เวกัส (Paris Las Vegas) ฯลฯ นอกจากนี้ แต่ละแห่งยังเสนออาหารบุฟเฟต์อย่างดีในราคาถูก พร้อมด้วยการแสดงสดจากศิลปินชื่อดังจำนวนมาก เช่น โรสแมรี คลูนี (Rosemary Cloony) แน็ต คิง โคล (Nat King Cole) เรด สเกลตัน (Red Skelton) และมิลตัน เบิร์ล (Milton Berle)

บรรยากาศที่เต็มไปด้วยสีสันของแสงสีและเกมการพนัน ทำให้ในทศวรรษ 1960 มีการผลิตภาพยนตร์หลายเรื่องที่ใช้ลาส เวกัสเป็นฉากสำคัญอาทิ Ocean’s Eleven (1960) ภาพยนตร์แอคชั่นที่กล่าวถึงการวางแผนปล้นคาสิโนในลาส เวกัสพร้อมกัน 3 แห่ง และ Viva Las Vegas (1964) ภาพยนตร์เพลงรักโรแมนติกซึ่งนำแสดงโดย เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley)

Casino: Temptation You Can’t Resist

การออกแบบโรงแรมคาสิโนในลาส เวกัส ใช่ว่าจะเป็นไปเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่ทุกรายละเอียดยังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของการสื่อสารด้วยสถาปัตยกรรม (Architectural communication) ที่แนบเนียนและเปี่ยมด้วยพลังเกินกว่าที่ใครคาดคิด

ทำเลที่ตั้ง คาสิโนบนถนนฟรีมองต์ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองมักจะตั้งอยู่ติดริมถนนเพื่อให้เข้าถึงลูกค้า ในขณะที่คาสิโนบนเดอะ สตริป ซึ่งเป็นทางหลวงที่รถแล่นด้วยความเร็วสูง จะสร้างให้ห่างจากริมทางโดยมีลานจอดรถกลางแจ้งคั่นกลางอยู่ด้านหน้า และนิยมใช้พื้นที่ในแนวยาวขนานไปกับเส้นทาง โดยแต่ละแห่งตั้งห่างกันพอสมควร เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นพื้นที่คาสิโนทั้งหมดได้ชัดเจนและสามารถเลี้ยวรถเข้ามาจอดได้ทันที หลักการเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับป้ายที่ตั้งอยู่ริมทางหลวง ซึ่งจะมีขนาดและความยาว มากกว่าป้ายริมถนนในเมือง

คาสิโนคือหัวใจ ภายใต้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โรงแรมคาสิโนแต่ละแห่งยังมีหลักการออกแบบที่เป็นหัวใจร่วมกัน นั่นคือการให้ความสำคัญกับพื้นที่คาสิโนซึ่งเป็นส่วนที่สร้างเม็ดเงินของโรงแรม ดังนั้นเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามักจะเป็นโต๊ะเกมหรือตู้สล็อต ในขณะที่ล็อบบี้จะหลบตัวอยู่ด้านหลัง เช่นเดียวกับการออกแบบพื้นที่สัญจร ภายในโรงแรมที่ขับเน้นให้ห้องคาสิโนดูโดดเด่นเป็นอันดับแรก

การจัดแสง ขณะที่บริเวณอื่นๆ ของโรงแรมอย่างห้องโถงใช้แสงไฟที่ค่อนข้างสว่างมากหรือมีระเบียงที่เปิดออกสู่ท้องฟ้า แต่ห้องคาสิโนจะมืด ไม่มีหน้าต่างและไม่เชื่อมต่อกับแสงภายนอก ทั้งนี้เพื่อให้บรรดานักพนันมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเกม แสงไฟทำหน้าที่ร่ายมนต์สะกดให้หลงลืมเรื่องเวลาและสถานที่ไปชั่วขณะ เพราะไม่ว่าเวลาจะหมุนไปนานแค่ไหน แสงในห้องก็ยังคงเหมือนเดิม พื้นที่ในห้องก็ถูกทำให้ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุดด้วยการออกแบบแสงไฟที่ช่วยลวงตาไม่ให้เห็นขอบเขตที่แท้จริงของห้อง ผนังและเพดานที่ไม่ใช่วัสดุสะท้อนแสงและใช้สีโทนมืดที่กลืนไปกับพื้นที่ทั้งหมด ทำให้สิ่งที่ส่องสว่างอยู่ภายในห้องคาสิโนมีเพียงแสงจากหลอดไฟ แชนเดอเลียร์ และตู้สล็อต ความเป็นจริงที่ว่าเรากำลังยืนอยู่ในห้องกลางทะเลทรายเวิ้งว้างที่มีแสงอาทิตย์แผดเผาดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ ด้วยการรังสรรค์จากฝีมือมนุษย์ล้วนๆ

Sign (always) Rules
แม้ว่าป้ายนีออนจะไม่ได้มีต้นกำเนิดในลาส เวกัส แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้กลายเป็น “ศิลปะประจำเมือง”ไปเสียแล้วเพราะภาพของลาส เวกัสมักหนีไม่พ้นแสงไฟจากป้ายที่เรียงรายอยู่สองข้างทางถนนและบนตัวตึก โดยเฉพาะตลอดระยะทางประมาณ 4 ไมล์ของเดอะ สตริป ที่ส่องประกายระยิบระยับซึ่งกล่าวกันว่าส่องสว่างที่สุดเมื่อมองจากอวกาศ

บทบาทของป้ายที่เป็นทั้งส่วนประกอบในการสร้างเอกลักษณ์ให้ “หน้าบ้าน” ของลาส เวกัส และเป็นเครื่องมือในการบอกทางที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยในการคมนาคมในเมืองโดยตรง เป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐเองก็ให้ความสำคัญ ตามข้อบังคับของสภาเทศบาลเมืองลาส เวกัส สิ่งก่อสร้างและป้ายต่างๆ ในเมืองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (Historic Signs) จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐในการซ่อมแซมและดูแลรักษา โดยป้ายที่จะได้รับการคุ้มครองนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตรงกับที่ได้กำหนดไว้ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แสดงถึงเอกลักษณ์ของเมือง หรือมีความโดดเด่นด้านการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบ การใช้ทักษะหรือฝีมือ เป็นต้น

ปัจจุบัน ทิศทางการพัฒนาเมืองของลาส เวกัสยึดตามแผนพัฒนาเมืองฉบับ 2020 (Las Vegas 2020 Master Plan) ซึ่งยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ในขณะที่การแบ่งเขตเมือง (Land use classification) ในลาส เวกัสยังคงยึดหลักการจากแผนพัฒนาเมืองฉบับปี 1992 (1992 General Plan) ซึ่งแบ่งเขตเมืองตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เขต General Commercialเป็นแหล่งค้าปลีก-ส่ง และธุรกิจทั่วไป สามารถจัดดิสเพลย์ ใช้แสงไฟและเสียงในการแสดงสินค้าในระดับที่มากกว่าเขตอื่นๆ เขต High Density Residential เป็นเขตอาคารบ้านเรือนซึ่งอนุญาตให้มีที่พักอาศัยในระดับหนาแน่นมากและไม่จำกัดความสูงของอาคาร เป็นต้น

นับตั้งแต่ปี 1989 ลาส เวกัสได้ก้าวข้ามคำจำกัดความของการเป็น  “เมืองแห่งบาป (Sin City)” ไปสู่การเป็นศูนย์รวมความบันเทิงทุกรูปแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย ทั้งคาสิโน โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก และการแสดงแสงสีเสียงตระการตา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีขนาดและรูปแบบที่โอ่อ่าอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของสหรัฐฯ และมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73 ภายในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

การไปเยือนลาส เวกัสจึงไม่ได้มีกรอบจำกัดอยู่แค่การเสี่ยงโชค แต่ยังรวมถึงการเข้าไปสัมผัสลักษณะพิเศษของเมือง ที่เกิดจากการยอมรับในสิ่งที่โชคชะตาหยิบยื่นให้แต่โดยดี ก่อนจะพลิกสิ่งที่อยู่ในมือให้เป็นโอกาส และเล่นตามเกมอย่างสุดความสามารถ

Neon Museum

“นีออน มิวเซียม (Neon Museum)” ก่อตั้งเมื่อปี 1995 ด้วยความร่วมมือของสภาคณะกรรมการศิลปะแห่งเนวาดาตอนใต้และเทศบาลเมืองลาสเวกัส ก่อนจะเปลี่ยนเป็นองค์กรอิสระไม่แสวงผลกำไร ที่มีจุดประสงค์เพื่อซ่อมแซมและดูแลรักษาป้ายไฟเก่าของคาสิโนและดิสเพลย์กลางแจ้งของร้านค้าอื่นๆ ซึ่งเคยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสีสันและเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ยังคัดเลือกชิ้นงานส่วนหนึ่งไปจัดแสดงบริเวณแหล่งรวมความบันเทิงอย่างฟรีมองต์ สตรีท เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Fremont Street Experience) เพื่อให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอีกด้วย “ป้ายนีออนเป็นส่วนผสมของศิลปะ สถาปัตยกรรม การออกแบบกราฟิก และการโฆษณา ซึ่งขับเคลื่อนกระแสวัฒนธรรมป็อปในทุกๆ รูปแบบ” แดนีแอล เคลลี (Danielle Kelly) ผู้อำนวยการบริหารนีออน มิวเซียมกล่าว

ป้ายไฟที่นีออน มิวเซียมนำมาซ่อมแซมและจัดแสดงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นสมบัติของบริษัทยัง อิเล็กทริก ไซน์ (Young Electric Sign Company: YESCO) ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมป้ายโฆษณาที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1920 และได้รับมอบหมายให้รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญมากมายในลาส เวกัส อาทิ ป้าย “Welcome to Fabulous Las Vegas” บนถนนเดอะ สตริปที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง หรือ “Vegas Vic” ป้ายไฟรูปคาวบอยหนุ่มที่ยืนส่งเสียงทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้า The Pioneer Club บนถนนฟรีมองต์ทุก 15 นาที เวลาที่ผ่านไปทำให้มีป้ายจำนวนไม่น้อยที่เคยได้เจิดจรัสอยู่ใจกลางเมืองหรือริมทางหลวงถึงเวลาต้องปลดประจำการ YESCO จึงรวบรวมป้ายเหล่านี้เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้บนที่ดินกลางแจ้งที่เรียกกันว่า “สุสานนีออน (Neon Boneyard)” โดยไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าชม จนกระทั่งบริษัทได้ร่วมมือกับนีออน มิวเซียมเพื่อให้เข้ามาช่วยซ่อมแซมและรวบรวมป้ายเก่าในเมืองเพิ่มเติม ทำให้ปัจจุบันมีป้ายนีออนมากกว่า 150 ป้ายที่อยู่ในความดูแลของนีออน มิวเซียม
ที่มา: coolhunting.com, วิกิพีเดีย

Las Vegas ที่คุณต้องรู้ก่อนไป

Las Vegas ตั้งอยู่ที่รัฐเนวาดา อยู่ห่างจาก L.A. เพียงแค่ 4 ชั่วโมง มีชาวเอเชียอยู่ มากกว่า 6%  Las Vegas เป็นสวรค์ของนักท่องเที่ยว เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องของคาสิโน เนื่องจากเมืองนี้เติบโตจากธุรกิจการพนันจนกลายมาเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงอื่น ๆ เช่น โรงแรมระดับโลก ร้านอาหาร ร้านค้า ธุรกิจบริการ การแสดงโชว์ แสงสีค่ำคืน ชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลก จึงทำให้ผู้คนที่ไป Las Vegas  ไม่ได้เป็นเพราะต้องการที่จะเล่นการพนันหรือไปดื่มกินให้สนุกเป็นหลักอีกต่อไป แต่เพราะเมืองนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าค้นหาและมาเยือนได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ค่ะ
นอกจาก Las Vegas จะเป็นที่ตั้งของธุรกิจบันเทิงแล้ว ยังมี โรงเรียนและมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ด้วยค่ะ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงคือ University of Nevada, Las Vegas และ  Nevada State College เป็นต้น

อากาศในลาสเวกัส 
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ค่อนข้างแห้งแล้ง อากาศจึงค่อนข้างร้อนในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืน อากาศจะเย็น ๆ ค่ะ
ฤดูร้อน ช่วงเดือน มิถุนายน กรกฎาคมและสิงหาคม อุณหภูมิอาจแตะถึง 40 องศาเลยก็ว่าได้ มีฝนตกเล็กน้อย 1-2 วันต่อเดือน
ฤดูหนาว อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 15 องศา แนะนำให้ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งช่วงหน้าหนาวนะคะ ส่วนหน้าร้อนแนะนำให้เที่ยวอยู่ในตัวอาคารจะดีกว่าค่ะ

การเดินทางในลาสเวกัส
การเดินทางในลาสเวกัสไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด เพราะมีทั้ง รถบัส, Monorail, Taxi, Shuttle Bus, Limousine Services, รวมไปถึงการเช่าเฮลิคอปเตอร์เพื่อชมเมืองอีกด้วย หากว่างจากการเรียนก็ลองไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมเมืองดูค่ะ ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ

การคมนาคมหลัก ๆ ในลาสเกัส 
1. รถบัส  จะมี RTC Transit เป็น public transportation system โดยรถบัส ให้บริการในดาวน์ทาวน์และรอบ ๆ ลาสเวกัส เริ่มต้นที่ $2 พาสต่างๆ เริ่มที่ $6 จะมีรถบัส 2 แบบ คือ
– Deuce ให้บริการ 24 ชั่วโมง วิ่งระหว่าง Mandalay Bay และ downtown มีรถทุก ๆ 12-30 นาที
– SDX (Strip & Downtown Express) ให้บริการ 9 โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืนครึ่งทุกวัน มีรถทุก ๆ 12-15 นาที
– WAX (Westcliff Airport Express) ให้บริการระหว่าง downtown Las Vegas, the Las Vegas Premium Outlets, the Strip at Tropicana และ McCarran International Airport ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 5 ทุ่ม

ดูแผนที่การเดินทางโดยรถบัส

2. Monorail วิ่งระหว่าง MGM Grand ถึง  SLS Las Vegas รถรางจะออกทุก ๆ 4-8 นาที
เวลาเดินรถ
Monday: 7 am – 12 midnight
Tuesday: 7 am – 2 am
Wednesday: 7 am – 2 am
Thursday: 7 am – 2 am
Friday: 7 am – 3 am
Saturday: 7 am – 3 am
Sunday: 7 am – 3 am

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในลาสเวกัส
1. Star Trek The Experience
ตั้งอยู่บนถนนพาราไดซ์  มีหลากหลายโซน รวมถึงสัมผัสห้วงอวกาศจอซีมูเลเตอร์ในโซนที่จัดไว้ เหมือนเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์เลยค่ะ

2. Titanic: The Artifact Exhibition
ตั้งอยู่ที่ Luxor Hotel Last Vegas แฟนๆ ไททานิคห้ามพลาดเลยนะคะเพราะเหมือนได้เข้ามาอยู่ในบรรยากาศของไททานิคจริงๆเลยล่ะค่ะ
เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น.

3. อาคาร Stratosphere
ตึก Stratosphere เป็นหนึ่งในอาคารที่สูงที่สุดในอเมริกาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี มีลิฟท์แก้วสูงขึ้นไปจาก 1,149 ฟุตจาก
พื้นดิน สามารถออกไปชมวิวจากดาดฟ้าด้านนอกอาคารได้

4. Red Rock Canyon NationalConservation Area
ใครชอบแบบ Outdoor ห้ามพลาดที่นี่เลย จะขับรถชมวิวตั้งแคมป์ ปีนเขาก็สามารถทำได้นะคะ เปิด 8.30 – 16.30 น.

5.โบสถ์แต่งงานในลาสเวกัส
ในลาสเวกัสมีสถานที่จัดงานแต่งงานได้หลากหลายและแหวกแนวที่สุด และเป็นสวรรค์ของการฮันนีมูน จึงมีคู่รักมาจัดงานแต่งที่นี่เยอะมากค่ะ ใน 1 วันจะมีคู่รักที่ตอบตกลงแต่งงานกันถึง 315 คู่!!!

6. Race for Atlantis
มีการผจญภัยแบบ 3 มิติที่ Race for Atlantis ชมภาพยนตร์ผจญภัยแนววิทยาศาสตร์ในระบบ IMAX ที่ร่วมเดินทางสำรวจนครแอตแลนติสเป็นเวลาสี่นาทีเต็มผ่านฉากที่สวยงามของเมืองตะลุยผ่านเส้นทางผจญภัยต่าง ทั้งสนุกสนานและตื่นเต้นกับแรงกระเทือนเสมือนกำลังขับรถอยู่บนเส้นทางจริงๆเป็นหนึ่งกิจกรรมที่เด็กๆ น่าจะชื่นชอบอย่างแน่นอน

7.  High Roller
เป็นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ สูง 550ฟุต ตั้งอยู่บนถนนลาสเวกัสสตรีฟ (Las Vegas Strip) มีห้องโดยสาร 28ห้อง สามารถบรรจุผู้โดยสารห้องละ 40 คนรวมถึงมีการติดตั้งแสงและเปิดไฟแอลอีดีในเวลากลางคืน  บัตรสำหรับหนึ่งคน รอบ 30 นาที 1 รอบ ราคา $24.95 (เวลากลางวัน) และ $34.95 (เวลากลางคืน) บัตรด่วนราคา $59.95 อนุญาตให้ผู้ถือบัตรสามารถข้ามแถวและขึ้นโดยสารเวลาใดก็ได้

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวลาสเวกัสที่คุณไม่ควรพลาด

เที่ยวลาสเวกัส ลาสเวกัสซึ่งได้ชื่อว่า “เมืองแห่งบาป” (Sin City) เนื่องจากอาชญากรรมในอดีตและเป็นแหล่งการพนันนั้น ไม่ได้มีแค่สล็อตแมชชีน โต๊ะเล่นโป๊กเกอร์ และโบสถ์จัดงานแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสถานที่น่าสนใจอยู่มากมาย อย่างคาสิโนตามแนวเดอะสตริป (The Strip) ที่รวบรวมสถานที่สำคัญของโลกต่างๆ มาจัดแสดงไว้ที่เดียว และสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ เป็นต้น สำหรับบางส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในลาสเวกัสมี ดังนี้


10.โรงแรมและคาสิโนนิวยอร์ก-นิวยอร์ก (New York-New York Hotel & Casino)

เที่ยวลาสเวกัสเดอะบิ๊กแอปเปิล (The Big Apple) เป็นรถไฟเหาะตีลังกาตัวแรกของโลกที่สามารถม้วนเกลียวและดำดิ่งได้ 180 องศา และสามารถทำความเร็วได้ถึง 108 กม./ชม. โดยเดอะบิ๊กแอปเปิลตั้งอยู่นอกอาคารในโรงแรมและคาสิโนนิวยอร์ก-นิวยอร์กและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจกว่า 1.4 ล้านคนต่อปี


9.โรงแรมปารีสลาสเวกัส (Paris Las Vegas)

เที่ยวลาสเวกัสโรงแรมปารีสลาสเวกัสเป็นที่ตั้งของหอไอเฟิลจำลองที่มีความสูง 46 ชั้น ที่โดดเด่นเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของลาสเวกัส หากได้ขึ้นมาจุดชมวิวในวันที่อากาศปลอดโปร่งผู้มาเยือนจะสามารถเห็นทิวทัศน์ลาสเวกัสได้ 360 องศา และยิ่งในเวลากลางคืนจะได้พบกับฉากอันงดงามของเมืองที่ไม่เคยหลับใหลนี้ซึ่งสว่างสุกใสราวกับต้นไม้คริสต์มาส


8.พิพิธภัณฑ์แก๊งมาเฟีย (Mob Museum)

เที่ยวลาสเวกัสพิพิธภัณฑ์แก๊งมาเฟียในย่านใจกลางเมืองลาสเวกัสจะนำผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ย้อนเวลากลับไปในยุคที่อาชญากรและองค์กรอาชญากรรมต่างๆ  แผ่อิทธิพลในลาสเวกัสและทั่วทั้งสหรัฐฯ อย่างอาชญากร ร้านขายเหล้าผิดกฎหมาย การโกงบ่อนคาสิโน ตลอดจนถึงอาชญากรรมในยุคปัจจุบัน ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ


7.เดอะเวเนเชียน (The Venetian)

เที่ยวลาสเวกัสเดอะเวเนเชียนเป็นที่ตั้งของคาสิโนและศูนย์การค้าชื่อ แกรนด์คาแนล (Grand Canal) อันโด่งดังของลาสเวกัส เนื่องจากมีการสร้างคลองสไตล์เมืองเวนิสของอิตาลีขึ้นมาในศูนย์การค้าและนำเรือกอนโดล่าพร้อมกับคนแจวเรือที่แต่งตัวเต็มยศและร้องเพลงขณะพายเรือไปด้วยมาให้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งรับรองได้ว่าด้วยบรรยากาศที่เรือกอนโดล่าแล่นผ่านจะทำให้คู่รักที่โดยสารมากับเรือได้จูบกันใต้สะพานรีอัลโต (Rialto Bridge) หรือสะพานอื่นๆ ตามความเชื่อที่ว่าการจูบกับคู่รักบนเรือกอนโดล่าที่กำลังแล่นผ่านใต้สะพานขณะพระอาทิตย์ตกดินจะทำให้ความรักนั้นยืนยาวชั่วนิรันดร อย่างแน่นอน


6.เฟรมอนต์ สตรีท เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Fremont Street Experience)

เที่ยวลาสเวกัสเฟรมอนต์ สตรีท เอ็กซ์พีเรียนซ์ เป็นห้างสรรพสินค้าสำหรับคนเดินเท้าและสถานที่ท่องเที่ยวบนถนนเฟรมอนต์ (Fremont Street) ที่ใครๆ ก็ไม่ควรพลาด เนื่องจากมีการแสดงแสงสีด้วยหลอดไฟ LED กว่า 12 ล้านดวง และดนตรีตลอดทางเดินทั้งคืนหลังจากไฟคาสิโนและบริษัทต่างๆ ดับลง หากได้มาเยือนแล้วบอกได้เลยว่า “สุดยอดมาก”


5.เดอะมิราจ (The Mirage)

เที่ยวลาสเวกัสเดอะมิราจซึ่งตั้งอยู่บนเดอะสตริปนั้นเป็นคาสิโนธีมชาวโพลีนีเซียนและโรงแรมกว่า 3,044 ห้องพัก เมื่อมาเยือนเดอะมิราจจะได้พบกับภูเขาไฟที่จะประทุพ่นลาวาจำลองกลิ่นค็อกเทลพินยา โคลาด้า พร้อมเสียงภูเขาไฟระเบิดเสมือนจริงตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน นอกจากภูเขาไฟจำลองแล้ว ยังมีสถานทีน่าสนใจอื่นๆ ซึ่งรวมถึงอควาเรียมขนาดยักษ์ที่เป็นบ้านของปลากว่า 450 ตัว อีกด้วย


4.ซีซาร์พาเลส (Caesars Palace)

เที่ยวลาสเวกัสซีซาร์พาเลสสร้างขึ้นโดย เจย์ ซาร์โน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่หลงรักในการพนันแห่งลาสเวกัสและต้องการสร้างคาสิโนที่หรูหรากว่าย่านเดอะสตริป ซีซาร์พาเลสเปิดตัวเมื่อปี 1966 ด้วยความโดดเด่นไม่เหมือนคาสิโนอื่นในลาสเวกัส เนื่องจากได้รับการออกแบบสไตล์โรมัน คาสิโนแห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายครั้ง อย่าง Rain Main และ The Hangover เป็นต้น


3.สตราโตสเฟียร์ทาวเวอร์ (Stratosphere Tower)

เที่ยวลาสเวกัสสตราโตสเฟียร์ทาวเวอร์เป็นหอคอยที่ตั้งตรงอย่างอิสระจากอาคารอื่นที่สูงที่สุดในสหรัฐฯ เนื่องจากหอคอยนี้เปิดจนถึง 1:00 ในวันธรรมดาและ 2:00 ในวันหยุด จุดชมวิวบนหอคอยแห่งนี้จึงเหมาะแก่การรับชมแสงไฟระยิบระยับจากบรรดาอาคารต่างๆ ในยามค่ำคืนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากการชมทิวทัศน์ 360 องศาแล้ว  ยังมีบริการบันจีจัมพ์จากที่ความสูง 261 เมตร ให้เลือกเล่นได้ด้วย


2.เบลลาจิโอ (Bellagio)

เที่ยวลาสเวกัสคาสิโนเบลลาจิโอแห่งนี้โดดเด่นที่สวนพฤกษศาสตร์กับสวนเรือนกระจกและน้ำพุเต้นระบำ โดยสวนพฤกษศาสตร์กับสวนเรือนกระจกได้ปลูกพืชไว้หลากหลายสายพันธุ์มากจนต้องใช้เจ้าหน้าที่กว่า 140 ชีวิต ดูแลสวนและเตรียมการจัดแสดงต่างๆ ส่วนน้ำพุก็ได้รับการออกแบบให้เต้นระบำไปตามแสงสีและดนตรีตั้งแต่โอเปร่าจนถึงบรอดเวย์ การแสดงน้ำพุเต้นระบำนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นการแสดงทางน้ำที่ทะเยอทะยานและซับซ้อนที่สุดที่จะจินตนาการได้ ดังนั้นใครที่มาเยือนลาสเวกัสควรได้มาชื่นชมสักครั้งหนึ่ง


1.เดอะสตริป (The Strip)

เที่ยวลาสเวกัสเดอะสตริปซึ่งตั้งอยู่ตามแนวถนนลาสเวกัสบูเลอร์วาร์ดเป็นที่ตั้งของคาสิโนขนาดยักษ์พร้อมโรงแรมหลากหลายแห่งที่มักมีชื่อและธีมซึ่งสร้างความโรแมนติก ความลี้ลับ และจุดหมายปลายทางอันห่างไกลที่รอการค้นพบ และได้รับการตกแต่งอย่างประณีตและเอาใจใส่เพื่อสร้างบรรยากาศแฟนตาซี นักท่องเที่ยวสามารถเดินแวะระหว่างคาสิโนได้โดยสะดวกผ่านสะพานเชื่อมหรือทางเดินใต้ดิน หรือนั่งรถไฟรับ-ส่งระหว่างกันได้

ท่องไปในเมืองคนบาป เที่ยวลาส เวกัสแบบไม่ต้องวัดดวง

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติแมคคาร์แรน สายตาก็เตะเข้ากับตู้สล็อตแมชชีนหลากสีสันที่จัดตั้งอยู่เป็นระยะ แม้จะบอกตัวเองว่าไม่ใช่นักเสี่ยงโชคตัวยง แต่ตั้งแต่เท้าแตะถึงสนามบิน จวบจนเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ แล้วไปเช็คอินที่โรงแรม ทุกอณูในเมืองลาส เวกัสแทบจะมีตู้เสี่ยงโชคนี้คอยกวักมือให้ผีพนันเข้าสิง

เอ๊า ก็บอกแล้วว่าไม่ชอบเสี่ยงโชคและฉันก็จะอดรนทนต่อแรงยั่วเย้านี่ให้ได้ ไม่เชื่อก็มาลอง(พนัน)ดู!

ป้าย Welcome to Las Vegas ที่พบได้ทั่วเมือง

เมื่อไม่ใช่เศรษฐีระดับเจ็ทเซ็ท ความปรารถนาที่จะตื่นขึ้นมาเดินทางรอบโลกเพื่อไปเช็คอินตามแลนด์มาร์กเก๋ๆ ทั่วยุโรปและเอเชีย คงกลายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม อย่ากระนั้นเลย ลาสเวกัสนี่ล่ะที่จะพาเราท่องไปแดนในฝัน ทั้งหอไอเฟล ปิรามิด คลองเวนิส และเทพีเสรีภาพ ทั้งหมดนี้ถูกเนรมิตไว้ในแดนคนบาป เราเดินปะปนไปกับผู้คนที่ถนนสตริป (Strip) ถนนเส้นหลักใหญ่ใจกลางดาวน์ทาวน์ แหล่งรวมความบันเทิงทั้งหมดของเมือง เพียงแค่นี้เราก็สามารถเที่ยวรอบโลกได้ในเพียงชั่วข้ามคืน

ถนนสตริปสายหลักของลาสเวกัส

การท่องเที่ยวลาส เวกัส สรุปรายได้คร่าว ๆ ถึงตัวเลขที่วิ่งวนในคาสิโนต่อวันว่ามีมากถึง 630,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าคูณ 365 วันเข้าไปจะเป็นจำนวนเงินราว 220 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ หากนำเงินจำนวนดังกล่าวไปบริจาคให้องค์การนาซ่า ก็จะใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นในการสร้างยานอวกาศมาอีกลำ รายได้อภิมหาศาลขนาดนี้ไม่ได้มาจาก ‘คาสิโน’ ทั้ง 172 แห่งเพียงอย่างเดียว ลาสเวกัสยังคงไม่หยุดการครองแชมป์สุดยอดเมืองเอนเตอร์เทนเมนท์ระดับโลก ด้วยการลงทุนกับเมกกะโปรเจ็กท์ทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะตั้งอยู่บนถนนสตริปทั้งสิ้น เช่น ศูนย์ประชุม Las Vegas Convention Center Expansion (ใช้งบสร้าง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)  การมาของรีสอร์ทสุดหรู The Resort World Casino Las Vegas( งบการสร้าง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งรองรับแขกได้ถึง 3,400 ห้อง และจะเปิดให้บริการในปี 2020 แต่สำหรับขาคอนเสิร์ตอย่างเราบอกเลยว่า ตื่นเต้นสุดๆ กับคอนเสิร์ตฮอลล์สุดเจ๋งคล้ายโดมแก้วมหึมา อยากรู้ว่า คูลแค่ไหนให้เสิร์ชอากู๋ หา MSG Sphere Las Vegas แล้วคุณจะต้องอยากเป็นหนึ่งในคนดูจากจำนวน18,000 ที่นั่งเหมือนกับเรา !

ชมแลนด์มาร์กต่างๆรอบโลกที่ถนนสตริป

ก่อนจะก้าวเข้าสู่การร่วมฉลองลาสเวกัส 100 ปีในปีหน้า อดีตดินแดนร้างแห่งนี้ถูกนำมาแก้ปัญหาทางด้านอุทกภัย เพราะมีพื้นที่ตั้งอยู่ตรงชายแดนของสองรัฐ นั่นคือแอริโซนาและเนวาดา รัฐบาลตัดสินใจสร้างเขื่อนขึ้นเพื่อขวางทางน้ำหลากบนแม่น้ำโคโลราโดในปีค.ศ. 1931 เกิดเป็นเขื่อนฮูเวอร์ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ให้แก่วงการวิศวกรรม เพราะนี่คือเขื่อนใหญ่ที่สุดโลกในช่วงเวลานั้น ด้วยความสูง 221 เมตร โดยมีความหนาของฐานถึง 201 เมตร หรือราวขนาดสองสนามฟุตบอลรวมกัน

โรงแรมรูปทรงพีระมิด

น้ำพุเต้นระบำเบลลาจิโอ (Bellagio Fountains) ที่ถนนสตริป

ช่วงเวลาแห่งการสร้างเขื่อนนี่แหละคือจุดกำเนิดของ ‘Sin City’ เพราะดึงดูดแรงงานมากกว่า 1,000 คน เดินทางมาสู่รัฐเนวาดา หลังตรำงานหนัก เหล่ากรรมกรมุ่งตรงสู่ฟรีมอนต์(Fremont) ย่านโลกีย์ของลาส เวกัส ที่มีแหล่งมั่วสุมแบบครบวงจร รอบๆ เต็มไปด้วยโมเต็ลราคาถูก ปัจจุบันถนนคนเดินฟรีมอนต์ (Fremont Street Experience) ยังคงเต็มไปด้วยคาสิโนแบบดั้งเดิมมาตั้งแต่ยุค 40s คึกคักสุดหลังตะวันลับฟ้า แสงไฟหลายล้านดวงสาดส่องจนกลางคืนสว่างกว่ากลางวันได้ โดยเฉพาะแถบโรงแรม Golden Nugget และ 4 Queens แสงจากหลอดไฟกลมที่ทำหน้าที่ยืนหยัดกับลาสเวกัสตั้งแต่ยุคบุกเบิก ช่างมีเสน่ห์ต้องตาต้องใจ เข้าใจอารมณ์แมงเม่าที่พร้อมบินเข้ากองไฟก็ยามนี้

กิจกรรมซิปไลน์

กิจกรรมที่ได้รับความนิยมบนถนนฟรีมอนต์

มาฟรีมอนต์แล้วแนะนำให้ท้าประลองความกล้ากับกิจกรรมซิปไลน์ SlotZilla Zip Line ที่วิ่งขนานไปกับหลังคาจอแอลซีดี ร่อนวนเหนือผู้คนที่เดินทอดน่องในเบื้องล่าง ที่สำคัญการร่อนบนซิปไลน์ไปถึงจุดหมายของคุณยังได้ลุ้นรางวัลเหมือนเล่นสล็อตอีกต่างหาก

ในเมื่อเสน่ห์อย่างหนึ่งของลาส เวกัส คือแสงสีนีออนที่เปิดขึ้นกันพรึ่บพรั่บในยามค่ำ ดังนั้นแล้ว Neon Museum จึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้คุณเห็นลาส เวกัสในอีกมิติ ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านป้ายนีออนวินเทจที่เคยประดับตามโมเต็ล คาสิโน คลับและร้านอาหารซึ่งนำมาจากถนนฟรีมอนต์ ต้นกำเนิดความบันเทิงก่อนจะย้ายมายังถนนสตริปในปัจจุบัน

Neon Musuem เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองไปกับป้ายไฟของเวกัส

ย้อนอดีตเรื่องการโฆษณาร้านผ่านป้ายนีออน ถูกใช้ครั้งแรกที่ลอส แองเจลีสในปี ค.ศ.1928 จากนั้นแพร่ขยายสู่ทางตะวันตกของประเทศในรัฐเนวาดา Neon Museum รวบรวมป้ายนีออนเก่าแก่ 150 ป้าย จัดเรียงกันดั่งงานศิลปะ โดยมีป้ายสำคัญของ Moulin Rouge Hotel (1955) คาสิโนและโรงแรมแบบบูรณาการที่แรกในสหรัฐอเมริกา ออกแบบโดยเบ็ตตี้ วิลลิส (Betty Willis) กราฟฟิกดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลต่อภาพลักษณ์สมัยใหม่ของลาสเวกัส และเป็นผู้ออกแบบป้ายซิกเนเจอร์อันโด่งดังที่ใครผ่านไปผ่านมาเวลาเข้าเมืองก็มักจะต้องหยุดชักภาพเป็นที่ระลึก นั่นคือ Welcome to Fabulous Las Vegas ป้ายออริจินัลตั้งอยู่ทางใต้ของถนนสตริป ซึ่งบอกเลยหาไม่ยาก เพราะถ้าคุณขับรถผ่านไปทิศใต้ก็จะเห็นผู้คนหยุดรถถ่ายรูปคู่กับป้ายนี้กันเป็นแถว

สนุกกับการเรียนรู้ผ่านป้ายทรงแปลกตา

ไหนๆ ก็มาเยือนเมืองที่ทุ่มเทให้กับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว เราจึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างเบอร์เกอร์ครั้งนี้จะพิเศษกว่าประเทศไหนๆ เพราะลาส เวกัสเชิญเหล่าเชฟก้องโลกมาให้นักเดินทางได้มีทางเลือกแบบเหนือระดับกว่าใคร แค่เห็นชื่อกอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay) เชฟชาวสก็อตที่มีลีลาการจัดรายการได้เผ็ดร้อนสมชื่อ Hell’s Kitchen เปิดร้านเบอร์เกอร์อยู่ตรงชั้นกราวด์ของ  Planet Hollywood Las Vegas ที่ตั้งของ Gordon Ramsay BurGR หน้าร้านร้อนแรงด้วยเปลวไฟพวยพุ่งเล่นระดับยาว 30 ฟุต เมนูแนะนำชื่อเดียวกับรายการ Hell’s Kitchen Burger (15 ดอลลาร์ฯ) เนื้อเบอร์เกอร์กัดแล้วได้ความเต็มแน่นหอมด้วยการย่างจากเตาถ่าน ผสมกับอะโวคาโดเพิ่มความกลมกล่อม และที่ขาดไม่ได้คือ Truffle Parmesan Fries (11 ดอลลาร์ฯ) เฟรนช์ฟรายชิ้นโตกรอบกำลังดี กัดแล้วให้ความรู้สึกเบา จิ้มกับ Curry Ketchup ซอสมะเขือซิกเนเจอร์ของร้านที่ผสมเครื่องเทศเอเชียเข้าไป พอจะให้คลายคิดถึงบ้านได้นิดนึง (ก็ยังดี) รวมๆ แล้วเป็นมื้อที่ค่อนข้างหนัก

ร้านเบอร์เกอร์ของเซเลบริตี้เชฟ Gordon Ramsay 

ดังนั้นซื้อมาแล้วแบ่งกันชิมคนละนิดละหน่อยดีกว่า ถนอมพุงไว้สำหรับมื้อบุฟเฟ่ต์ใหญ่ๆ ตามโรงแรมต่างๆ ที่แต่ละโรงแรมก็ทุ่มเทด้วยการจ้างเชฟระดับโลกมาประจำการ อย่าง The Venetian ที่เราเข้าไปเดินเล่นชมคลองเวนิส ที่นี่ก็มีเซเลบริตี้เชฟตามห้องอาหารมากที่สุดในเวกัสถึง 15 คน แต่สถานที่โรแมนติกสุดเรายกให้ห้องอาหาร The Buffet ที่โรงแรม Wynn ทั้งบรรยากาศสวยสว่างประดับด้วยมวลบุปผชาติ กับเมนูสารพัดให้อิ่มหนำทั้งอาหารนานาชาติคุณภาพเกรดเอและพาเหรดของหวานสุดอลังการ แต่สาเหตุที่เราเลือกมา Wynn จริงๆ เพราะอยากไปดูโคมไฟระย้าที่ Gustav Eiffel ออกแบบไว้ต่างหาก งานชิ้นนี้น่าจะเป็นผลงานชิ้นเกือบสุดท้ายในชีวิตของเขา เพราะทำขึ้นในปี ค.ศ.1918 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1923

บ้านเรือนสดใสด้วยลายกราฟฟิตี้

ก่อนจากลาส เวกัสไป เราไปยืนมุงดูชาวบ้านเสี่ยงดวงกันอยู่นาน เผลอไผลก่อนเจ้าตัวกิเลสจะออกมาเพ่นพ่าน ต้องรีบเดินหนีจากวงจรนั้น เพื่อไปพบว่า ยังมีวงจรอีกมากมายที่ชวนให้เราไตร่ตรองอีกครั้งว่า จะวัดดวงสักตั้งดีไหม?

ของฝากอเมริกา ผู้หญิง 2019 ถูกกว่าไทย มีอะไรน่าสอย

สาวๆ คนไหนที่ทำงานเยอะ โดยเฉพาะใครที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองด้วยล่ะก็ ต้องหาเวลาชวนคุณแฟนไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศหลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งปีบ้างนะ แต่จะไปเที่ยวทั้งที ปีนี้ขอไปเที่ยวไกลๆ อย่างอเมริกาบ้างก็ท่าจะดี เห็นว่าช่วงนี้อากาศดี๊ดี เย็นสบาย แม้กระทั่งทางตอนใต้ของประเทศ เตรียมตัว ทัวร์อเมริกา แล้วก็อย่าลืมเตรียมตังค์ไว้ช้อปกันด้วยนะ เพราะว่า ของฝากอเมริกา ผู้หญิง อย่างสินค้าแฟชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้าผ้าใบ หรือเครื่องสำอาง บางอย่างซื้อที่นู่นถูกกว่าที่ไทยด้วยนะเออ มาดูกันค่ะว่า ปี 2019 มีอะไรน่าซื้อกลับมาบ้าง

1.กระเป๋า

สำหรับ ของฝากอเมริกา ผู้หญิง ชิ้นแรก ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือ กระเป๋า ที่มีมากมายหลายยี่ห้อ ซื้อในอเมริกานั้นถูกกว่าที่ไทยหรือในเอเชียแน่นอน ส่วนแบรนด์กระเป๋ายอดนิยมในอเมริกาที่ถูกใจสาวๆ คงจะหนีไม่พ้น Coach และ Marc Jacobs ขอบอกว่าถ้าซื้อตาม Premium Outlet นี่อาจเจอป้ายลดราคาสูงสุดถึง 70%!!! เผลอๆ ที่ Outlet นั้นๆ อาจมีโปรโมชั่นซื้อครบเท่านั้นเท่านี้ก็จะได้ลดราคาไปอีกกกก เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ ไปเลย เรามาดูกันค่ะว่าแต่ละแบรนด์มีรุ่นยอดฮิตรุ่นไหนน่าสอยกันบ้าง

Coach

Cr. world.coach.com

กระเป๋าแบรนด์ Coach ถือว่าเป็น ของฝากอเมริกา ผู้หญิง ยอดฮิตสำหรับสาวไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับกระเป๋าแบรนด์นี้ ซึ่งมีหลายรุ่น หลายดีไซน์ พร้อมกับวัสดุหลายประเภท ให้เลือกใช้งานกันได้ตามชอบ แต่รุ่นที่สาวไทยนิยมซื้อกันก็จะเป็นรุ่นคลาสสิกอย่าง Reversible City Tote in Signature กระเป๋าสะพายไหล่ลายโลโก้ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Coach เอาให้เห็นแต่ไกลหลักร้อยเมตรเลยว่าฉันสะพาย Coach นะจ๊ะ รุ่นนี้ราคาคิดเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ประมาณ 5,xxx บาท ถูกกว่าซื้อในไทยตั้งกว่าครึ่ง!

Marc Jacobs

Cr. marcjacobs.com

ส่วนกระเป๋าแบรนด์ Marc Jacobs ก็มีหลายรุ่น หลายแบบ หลายสีให้เลือกเยอะตาแตกไม่แพ้กันเลยค่ะ รุ่นที่สาวไทยนิยมกันก็จะเป็นกระเป๋าสะพายไหล่ The Mini Boho Grind สีชมพูอ่อนพาสเทล หวานได้ ลุยก็ได้ เข้าง่ายกับเสื้อผ้าหลากสไตล์ ใบเดียวจบ เก๋เว่อร์! สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 10,xxx บาท แต่ถ้าซื้อในไทยนี่ 14,xxx++ นะจ๊ะ

2.เสื้อผ้า

ของฝากอเมริกา ผู้หญิง ที่สาวไทยชอบช้อปกัน ก็มีเสื้อผ้ารวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเสื้อผ้าแบรนด์สัญชาติอเมริกันนั้น ขอบอกเลยว่าถ้าซื้อที่ Outlet ช่วง Sale นะคะ ถูกเหมือนได้ฟรี! ที่ขายตามช็อปในเมืองไทยเมินไปได้เลย แต่ก็ต้องทำใจนะว่าถ้าอยากซื้อราคาถูกกว่าที่ไทยอาจจะไม่ใช่คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออก และอาจจะหาไซส์ยากนิดหนึ่งสำหรับสาวๆ ตัวเล็ก แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ไป ทัวร์อเมริกา ทั้งทีก็ต้องช้อปปิ้งให้คุ้ม! ซึ่งแบรนด์เสื้อผ้าที่เราขอแนะนำก็คือแบรนด์ Abercrombie & Fitch และแบรนด์ Calvin Klein

Abercrombie & Fitch

Cr. abercrombie.com

สาวๆ ที่หลงใหลกางเกงยีนส์ ยิ่งถ้าเป็นยีนส์ขาดๆ เก๋ๆ ดูมีสไตล์ไม่เหมือนใคร ขอบอกเลยว่าแบรนด์ Abercrombie & Fitch มีกางเกงยีนส์เท่ๆ ให้เลือกหลายรุ่นมากกกกก ซึ่งรุ่นยอดนิยม หุ่นทรงไหนใส่แล้วก็รอด! ก็คือรุ่น Low-Rise Slim Boyfriend Jeans ที่ใส่กับเสื้อทรงไหนก็สวย ยิ่งถ้าซื้อใน Outlet ราคาจะตกอยู่ที่ประมาณ 500-600 บาท ซื้อในไทยนี่หลักพันนะเธอ!

Calvin Klein

Cr. macys.com

สำหรับแบรนด์ Calvin Klein นั้น มีหลากหลายสินค้าให้เราเลือก แต่สำหรับสาวๆ ที่ชอบแต่งกายสายฝอ น่าจะอยากได้ชุดชั้นในของแบรนด์นี้มาครอบครองกันอยู่ใช่ไหมล่ะ ซึ่งรุ่นที่สาวๆ ใฝ่ฝันก็คงจะหนีไม่พ้น รุ่นที่มีโลโก้ของ Calvin Klein อยู่ตรงขอบ เวลาใส่แล้วเห็นขอบโผล่มา ดูเซ็กซี่ไม่ใช่น้อย ถ้าซื้อตาม Outlet ที่นู่น ตัวละประมาณ 600-800 บาท ราคาก็น่าคบอยู่นะ!

3.นาฬิกา

สาวๆ บางคนก็ชอบเครื่องประดับเท่ๆ อย่าง นาฬิกา เลยนิยมซื้อเป็น ของฝากอเมริกา ผู้หญิง ที่ใส่นาฬิกาก็จะช่วยเสริมบุคคลิกได้ด้วย ไม่ว่าจะไปทำงานหรือไปเที่ยวก็สวยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องประดับชิ้นอื่นเพิ่มเติมเลยละค่ะ ซึ่งนาฬิกาแบบสวยๆ ที่อเมริกานั้น ก็มีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ อาทิ Fossil หรือ Guess ที่สำคัญคือถูกกว่าไทยด้วยแหละ

Fossil

Cr. fossil.com

แบรนด์นาฬิกาที่มีสไตล์ที่น่ารัก เก๋ไก๋ ใส่ได้ตลอดก็ยกให้แบรนด์ Fossil เลยค่ะ มีหลายรุ่นน่าซื้อน่าสนใจมาก แต่รุ่นที่อยาแนะนำให้คุณสาวๆ คือรุ่น SCARLETTE MULTIFUNCTION ROSE GOLD-TONE STAINLESS STEEL WATCH สี Rose Gold ดูไฮโซมาก ซื้อที่อเมริกา ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท

Guess

Cr. guess.eu

นาฬิกาอีกแบรนด์ในราคาที่จับต้องได้ก็คือ Guess ค่ะ มีนาฬิกาให้เราเลือกหลายรุ่นมากกกกกๆๆ ทางเราขอแนะนำรุ่น STEEL WATCH WITH RHINESTONES ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสี Rose Gold ประดับเพชร ใส่แล้วดูไฮโซมากๆ ราคาซื้อที่นู่นจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 บาท ถูกกว่าที่ไทยเป็นเห็นๆ

4.รองเท้าผ้าใบ

ของฝากอเมริกา ผู้หญิง อย่างรองเท้าผ้าใบ ปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่สาวๆ นิยมไม่แพ้กันค่ะ เพราะเทรนด์การมิกซ์แอนด์แมตช์รองเท้าผ้าใบกับชุดเก๋ต่างๆ กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ซึ่งแบรนด์ที่น่าสอยก็คงจะหนีไม่พ้นแบรนด์ดังอย่าง Nike และ Adidas ที่เขาว่ากันว่า ถูกกว่าซื้อที่ไทยแน่นอน!!!

Nike

Cr. nike.com

คงไม่ต้องพูดถึงชื่อเสียงของรองเท้าผ้าใบแบรนด์ Nike เพราะเป็นแบรนด์ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะมีไว้ครอบครองสักคู่สองคู่ ไป ทัวร์อเมริกา ทั้งทีก็ต้องสอยมาครอบครองสักคู่ให้จงได้! ซึ่งทางเราขอเชียร์รุ่น Classic Cortez สีขาวค่ะคุณ แมตช์กับเสื้อผ้าได้ทุกชุด ขอบอก! สีเดียวใส่ได้ทั้งหญิงทั้งชายเลยค่ะ ราคาที่นู่นจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาทนิดๆ เอง

Adidas

Cr. adidas.com

อีกหนึ่งแบรนด์รองเท้าที่ตีคู่มากับ Nike ก็คือ Adidas ที่ดีไซน์โดนใจใครหลายคน ของมันต้องมีนะคะ! จัดไปค่ะกับรุ่น Stan Smith สุดคลาสสิก ใส่ได้ง่ายๆ เข้าได้กับทุกชุด ไม่เบื่อ สนนราคาที่อเมริกาก็จะประมาณ 2,000-3,000 บาทนิดๆ

5.เครื่องสำอาง

ของฝากอเมริกา ผู้หญิง อย่างสุดท้ายที่สาวๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คือเครื่องสำอาง ซึ่งแบรนด์ที่เราขอแนะนำว่าต้องซื้อนะคะสาวๆ ได้แก่ Anastasia และ Urban Decay ที่อเมริกานั้นเขาว่ากันว่าถูกและดี เอาสิ! ไปเที่ยวไกลถึงอเมริกาทั้งที ของมันต้องมีนะคะคุณขาาา

Anastasia

Cr. anastasiabeverlyhills.com

เพราะคิ้วคือมงกุฎของใบหน้า ก็จัดไปเลยค่ะ เจลเขียนคิ้ว Dipbrow-Pomade ของ Anastasia เขาว่ากันว่าเริ่ดจริงอะไรจริง! เพราะบรรดาบิวตี้บล็อกเกอร์ต่างก็แนะนำให้ใช้ อยากมีคิ้วสวยต้องจัดค่ะ! แถมซื้อที่อเมริการาคาแค่ประมาณ 400 กว่าบาทเอง ซื้อในไทยนี่ 600 บาทขึ้นไปนะคะคุณ

Urban Decay

Cr. sephora.com

เครื่องสำอางแบรนด์สายฝอสุดฮิตที่สาวๆ ไม่มีไม่ได้! กับพาเลทรุ่นใหม่ที่วางขายในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 กับพาเลท Naked Reloaded แนะนำว่าต้องไปตำมาให้ได้นะคะ ของใหม่ สีสวย มีหลายโทนสีที่แต่งได้ทุกลุค พาเลทเดียวเอาอยู่แน่นอน!

3 สุดยอดคาสิโนในลาสเวกัส

อาคารที่สวยงามฝูงชนที่มีชีวิตชีวารถยนต์ที่งดงามและคาสิโนที่ยอดเยี่ยมนับพันความบันเทิงที่ไม่ขาดตอนและการผ่อนคลายที่น่าตื่นเต้น ที่เดียวที่คุณสามารถเห็นทะเลทรายคือหอไอเฟลโคลอสเซียมและทัชมาฮาล มันเป็นปลายทางเดียวที่คุณสามารถมองเห็นได้ทั่วโลก สถานที่เดียวที่คุณสามารถรวยในพริบตา – ลาสเวกัสเมืองไม่เคยหลับ

ลาสเวกัสเป็นศูนย์ความฝันสำหรับคนจำนวนมากทั่วโลกและสำหรับคนจำนวนมากที่มีประสบการณ์ในเวกัสและกลายเป็นที่น่าจดจำมันเป็นความฝันที่เป็นจริง มีคาสิโนมากมายที่มีผู้คนหลายพันคนที่ต้องการพบโชคและรวยและผู้ที่สามารถสัมผัสกับวิญญาณของสถานที่ที่ไม่เหมือนใครแห่งนี้

มีคาสิโนที่ยอดเยี่ยมมากมายที่คุณสามารถให้ความสนใจและคุณต้องการเข้าร่วมและเล่นการพนัน ดังนั้นในบทความนี้เราต้องการแบ่งปันประสบการณ์ของเราและสร้างรายชื่อของคาสิโน 3 อันดับแรกในลาสเวกัสที่คุณควรเยี่ยมชม

น้ำตกคาสิโน
คาสิโนลาสเวกัส

สตราโตสเฟียร์ในลาสเวกัสประกอบด้วยคาสิโนโรงแรมและหอคอยซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เป็นอาคารที่สวยงามพร้อมทิวทัศน์มุมกว้างของเมือง ที่ 350 เมตรหอคอยแห่งนี้เป็นเมืองอิสระที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและถือเป็นหอคอยที่ใหญ่เป็นอันดับสองในซีกโลกตะวันตก Hotel Casino เป็นอาคารที่สูงที่สุดในลาสเวกัส มันอยู่บนถนน Las Vegas Avenue ทางตอนเหนือของ Las Vegas Strip ในปี 1990 เจ้าของธุรกิจชาวอเมริกันและคาสิโนบ๊อบ Stupak ตัดสินใจที่จะสร้างลิงยักษ์เพื่อช่วยนำลูกค้าขึ้นและลงหอคอย

แนวคิดดั้งเดิมคือการสร้างอาคารที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 553 เมตร อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวไม่ได้รับอนุมัติจาก Federal Aviation Administration เนื่องจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสนามบินนานาชาติ Macaron ในปี 1993 หอยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ไฟไหม้ออกมา ต้องใช้เวลาและกระบวนการทั้งหมดของการสร้างหอคอยก็ล่าช้า

การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1996 และใช้แล้ว เหนือหอคอยมีหอสังเกตการณ์สองแห่งรถไฟความเร็วสูงสี่แห่งและร้านอาหาร คาสิโนขนาด 400 ตารางเมตรประกอบด้วยเครื่องสล็อตเกมบนโต๊ะ 50 เกมวิดีโอโป้กเกอร์ 1,500 เครื่องเครื่องหยอดเหรียญหนังสือกีฬาและห้องโป๊กเกอร์

Winian
คาสิโนของ Binion ลาสเวกัส

หนึ่งในคาสิโนที่ดีที่สุดในลาสเวกัสคือ Binion’s Casino & Hotel เดิมชื่อ Brian’s Horseshoe ตั้งอยู่ในประสบการณ์ถนนฟรีมอนต์และเป็นเจ้าของโดย TLC Casino Enterprises มันได้รับการตั้งชื่อตามชายผู้ก่อตั้งคาสิโนของโรงแรมในปี 1951 ซึ่งเป็นตระกูลของเจ้าของเก่าบันยานยานบัน ในขั้นต้นคาสิโนเป็นเรือสำราญแบบเก่าที่มีพื้นหลังเป็นกำมะหยี่ต่ำและเพดานต่ำ นี่คือคาสิโนแห่งแรกที่มีพรมและเป็นคาสิโนแห่งแรกที่มอบทุกสิ่งให้กับลูกค้า

ทั้งครอบครัวเข้าร่วมในการดำเนินการที่เหมาะสมของคาสิโนจนกระทั่ง Benny Binion ถูกจำคุกและขายให้กับผู้ถือหุ้น Joe Brawn เมื่อบราวน์ซื้อคาสิโนทั้งหมดเขาได้ติดตั้งฉากบนพื้นซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในราคา $ 1,000,000 มันถูกสร้างขึ้นมาใหม่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นคาสิโนที่ดึงดูด เมื่อมาถึงลาสเวกัสเยี่ยมชม Binion เป็นคาสิโนคลาสสิคที่ยังคงรู้สึกถึงจิตวิญญาณของยุคคลาสสิก Binyan คือจุดกำเนิดของโป๊กเกอร์เวิลด์ซีรีส์

นิวยอร์กนิวยอร์ก
นิวยอร์ก – คาสิโนนิวยอร์กลาสเวกัส

New York-New York เป็นอีกหนึ่งโรงแรมรีสอร์ทคาสิโนที่ยอดเยี่ยมที่จะเห็นในลาสเวกัส ตั้งอยู่ทางใต้ของ Las Vegas Boulevard มีพื้นที่เล่นเกมมากกว่า 7800 ตารางเมตร ตามชื่อของมันนิวยอร์ก – นิวยอร์กมีผลกระทบอย่างมากต่อมหานครนิวยอร์ก รูปแบบของอาคารนั้นชวนให้นึกถึงสไตล์นิวยอร์กเก่าแก่และมีหลายอาคารที่คล้ายกับตึกเอ็มไพร์สเตตและอาคารไครสเลอร์

มีสัญญาณที่สำคัญกว่าในนิวยอร์ก ตัวอย่างเช่นสำเนาสูงของอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ 45 เมตรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือนิวยอร์กและสำเนาของอาคารอื่น ๆ ในนิวยอร์ก พิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกัน Whitney; อนุสาวรีย์ทหารเรือ

รีสอร์ทแห่งนี้มีร้านอาหารห้องเล่นการพนันห้องรอและร้านค้าชื่อสำหรับส่วนที่เหลือของนิวยอร์ก กระบวนการก่อสร้างในนิวยอร์ก – นิวยอร์กเสร็จสมบูรณ์ในราคา 460 ล้านดอลลาร์

7 กิจกรรมฟรีที่น่าทำในลาสเวกัส

การพนันค็อกเทลและการแสดงอาจทำให้คุณต้องเสียงบประมาณในลาสเวกัส แต่ถ้าคุณรู้วิธีการทำอย่างถูกต้องยังมีสิ่งฟรีมากมายที่ต้องทำในเมืองหลวงการพนันนี้ จากรถราง CityCenter ฟรีไปจนถึงการแสดงที่สวยงามที่โรงแรม Bellagio นี่คือคำแนะนำของเราถึง 20 สิ่งที่น่าอัศจรรย์ (และฟรี!) ที่จะทำในลาสเวกัส


  • เพลิดเพลินกับเครื่องดื่มฟรี

    อย่างที่คุณทราบเครื่องดื่มมีให้บริการฟรีในลาสเวกัสตราบใดที่คุณทิ้งเงินลงในเครื่องหรือเล่นในเกมบนโต๊ะ อย่างไรก็ตามคุณสามารถทำคะแนนเครื่องดื่มได้ฟรีหากคุณกำลังดูคนอื่นเล่นหรือถ้าคุณเพิ่งยืนอยู่ในคาสิโน เคล็ดลับคือการให้ทิปที่ดี ฟังดูง่าย แต่ถ้าคุณนั่งอยู่ที่ช่องไตรมาสให้ทิปพนักงานเสิร์ฟ $ 2 และคุณอาจพบว่าเธอกลับมาตอนที่คุณพร้อมดื่มครั้งต่อไป

    เครื่องดื่มฟรียังไม่สูญพันธุ์ แต่อย่าแปลกใจถ้าคุณนั่งที่เครื่องวิดีโอโป๊กเกอร์และมีคนบอกว่าคุณเล่นเครื่องดื่มค็อกเทลฟรีไม่พอ นโยบายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆในเครื่องดื่มฟรีในลาสเวกัส

     


  • เยี่ยมชมเครื่องหมายเครื่องหมายการค้า

    นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวฟรีในลาสเวกัสหรือไม่? คุณจะเห็นผู้คนมากมายบนป้ายบอกทางเพื่อถ่ายรูป มีที่จอดรถขนาดเล็กเพื่อให้ง่ายต่อการหยุดระหว่างทางหรือนอกเมืองและเพื่อนของคุณทุกคนจะอิจฉาเมื่อพวกเขาเห็นการอัปเดตสถานะของคุณด้วยมุมมองของลาสเวกัส

    ป้ายต้อนรับสู่ลาสเวกัสตั้งอยู่ใกล้กับทางใต้สุดของแถบลาสเวกัสใกล้กับมั ณ ฑะเลย์เบย์รีสอร์ท เวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือในตอนเย็นเมื่อแสงไฟเปิด

  • ดู Flamingos at, Well, Flamingo Las Vegas

    ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ฟลามิงโกลาสเวกัสไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ แต่คุณจะเห็นนกฟลามิงโกชิลีสองสามตัวที่นี่ – ความสุขถ้าคุณมีลูก! ในขณะที่สัตว์ได้รับอาหารเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจะตอบคำถามและส่งมอบข้อเท็จจริงสนุก ๆ ที่เด็ก ๆ จะรักและผู้ปกครองจะประทับใจ มีโอกาสให้อาหารปลาและคุณจะเห็นสัตว์ป่าสัญจรไปมาอย่างอิสระ

  • ดูโรงรถศิลปะที่ Cosmopolitan Las Vegas

    มีเหตุผลไม่กี่อย่างที่จะตรงไปที่ Cosmopolitan Hotel แต่ถ้าคุณกำลังมองหาเหตุผลฟรีข้ามโรงแรมและมุ่งหน้าไปที่โรงจอดรถ เดินไปที่โต๊ะเช็คอินและหาลิฟต์ที่ลงไปยังพื้นที่จอดรถด้วยตนเอง WALLWORKS เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังของศิลปินสี่คนซึ่งตั้งอยู่ในโรงจอดรถของ Cosmopolitan ในระดับ B2 ถึง B5 ภาพเขียนที่ได้รับมอบหมายนี้มีตัวเลขสี่ตัวที่สำคัญในศิลปะร่วมสมัย ได้แก่ Shepard Fairey, RETNA, Kenny Scharf และ Shinique Smith

     


  • เดินทางไปที่เขื่อนฮูเวอร์

    เขื่อนฮูเวอร์ฟรี แต่คุณจะต้องจ่ายค่าจอดรถในโครงสร้างที่จอดรถในฝั่งเนวาดา หากคุณไปเที่ยวในช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิจะสูงมากดังนั้นการประหยัดเงินในที่จอดรถอาจต้องใช้พลังงานมาก มีทัวร์ชมแม่น้ำ แต่ราคาสามารถชมทิวทัศน์ของแม่น้ำที่อยู่เบื้องล่างจากที่สูงขึ้นไปด้านบน

     


  • ชมการแสดงละครสัตว์ฟรี

    มุ่งหน้าสู่ Circus, Circus (ที่อื่น?) เป็นเวลา 15 นาทีเพื่อประสิทธิภาพการแสดงละครสัตว์ที่สมบูรณ์ฟรี การแสดงช่วยให้ผู้เข้าชมได้ใกล้ชิดกับนักแสดงที่แสดงทักษะการเล่นกลและการแสดงกายกรรมของพวกเขา นี่เป็นหนึ่งในรายการฟรีดั้งเดิมในลาสเวกัสและมันก็คุ้มค่าที่จะไป

     


  • ดูคอลเล็กชันรถที่น่าประทับใจที่ LINQ ลาสเวกัส

    หากคุณรักรถยนต์และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เวลายามบ่ายในการเดินชมคอลเลคชันที่น่าทึ่งคุณจะประทับใจกับ Auto Collection ที่ LINQ Las Vegas คุณจะต้องไปที่เว็บไซต์ของพวกเขาเพื่อรับตั๋วฟรี แต่เมื่อคุณพิมพ์คูปองออกมาแล้วคุณจะสามารถเข้าถึงยานพาหนะคอลเล็กชั่นที่หลากหลายนี้ซึ่งหลายแห่งมีไว้ขายเช่นกัน

17 เหตุผลทำไมคุณควรไปลาสเวกัสอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตของคุณ

ลาสเวกัส Strip

เป็นไปไม่ได้ที่จะไปลาสเวกัสและไม่แวะไปที่ Strip Las Vegas Boulevard เป็นถนนสายที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะโดยการเดินเท้าโดยรถยนต์หรือโดยรถประจำทางก็เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องแวะเยี่ยมชม

ลาสเวกัสสตริปในเวลากลางคืน | © Deepti Hari / Flickr

สภาพอากาศ

ร้อนในลาสเวกัส – ร้อนมาก อุณหภูมิที่สามารถเอื้อมไปเหนือ 110 ° F (43.3 ° C) ในฤดูร้อนอาจดูเหมือนสภาพอากาศในลาสเวกัสจะเป็นอุปสรรคต่อผู้เข้าชม ไม่เป็นไร สระว่ายน้ำของโรงแรมและคลับวันจะดึงดูดผู้คนจำนวนมากในช่วงฤดูร้อนสำหรับกิจกรรมพิเศษหรือวันธรรมดาที่ร้อน อุณหภูมิในฤดูหนาวยังคงอ่อนพอที่จะเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมกลางแจ้งทำให้ลาสเวกัสกลายเป็นสถานที่เยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี

เขื่อนฮูเวอร์

เขื่อนฮูเวอร์เป็นสถาปัตยกรรมมหัศจรรย์และเป็นเครื่องบรรณาการให้กับความฝันแบบอเมริกัน สร้างขึ้นในช่วง Great Depression โครงสร้าง 726 ฟุตสูง (221.2 เมตร) สร้างอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นเขื่อนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกหลังเขื่อน Oroville ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเขื่อน Jinping-I ในประเทศจีน

เขื่อนฮูเวอร์ข้ามรัฐเนวาดาและรัฐแอริโซนา | © Mac H / Flickr

บริการที่เป็นเลิศ

เนื่องจากลาสเวกัสขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของลาสเวกัสสตริปจึงต้องการรักษาสถานะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมด้านการท่องเที่ยว โรงแรมสนับสนุนให้พนักงานทำทุกอย่างตามกฎหมายเพื่อดูแลแขกของพวกเขา คุณสมบัติเช่น Aria, Mandarin Hotel และ Bellagio ได้รับคะแนนระดับ AAA Diamond ระดับห้าดาวและคุณสมบัติใกล้เคียงได้รับดาวสี่ดวง การให้คะแนนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหรูหราสไตล์และความสะดวกสบายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแขกทุกคนใน Strip

พิพิธภัณฑ์นีออน

เนื่องจากลาสเวกัสเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาการรักษาประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญ พิพิธภัณฑ์นีออนรักษาประวัติศาสตร์ของเมืองส่วนใหญ่ผ่านป้ายของคาสิโนและธุรกิจเดิม ผู้เข้าชมสามารถค้นหาเศษของธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดบางส่วนได้รวมถึงบริการซักผ้าของ Steiner ร้านขายลูกเป็ดขี้หนูและกะโหลกศีรษะโจรสลัดที่เคยประดับประดาเกาะเทรเชอร์ พิพิธภัณฑ์นีออนเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูสิ่งที่ลาสเวกัสได้รับและวิธีการที่มันกลายเป็นสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ในรถ Neige Museum © Julie Mac / Flickr

ความใกล้ชิดกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ

อีกด้านบวกที่จะไปเยือนลาสเวกัสคือความใกล้ชิดกับสถานที่อื่น ๆ ลาสเวกัสอยู่ห่างจากบิ๊กแบร์ในแคลิฟอร์เนียและอุทยานแห่งชาติไซอันในยูทาห์ใช้เวลาขับรถสามชั่วโมง อุทยานแห่งชาติ Death Valley และ Grand Canyon อยู่ห่างออกไปสองชั่วโมง ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบพอสมควรผู้เข้าชมสามารถดูจุดหมายปลายทางจำนวนมากในการเดินทางครั้งเดียว

อุทยานแห่งชาติไซอันในยูทาห์อยู่ห่างจากลาสเวกัสเพียงไม่กี่ชั่วโมง © Amit Patel / Flickr

อุทยานแห่งชาติ Death Valley | © DiCau58 / Flickr

Premiere เมืองไปงานปาร์ตี้

ลาสเวกัสเป็นสถานที่ที่จะมาถึงเมื่อผู้คนต้องการปาร์ตี้ นอกเหนือจากมากมายที่ไนท์คลับตามลาสเวกัสสตริปสระว่ายน้ำของโรงแรมและคลับวันช่วยให้ผู้เข้าชมไปงานปาร์ตี้ 24 ชั่วโมงต่อวัน

ปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำที่ฮาร์ดร็อคลาสเวกัส | © Ted Murphy / WikiCommons

ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

ลาสเวกัสมีประวัติความเป็นเอกลักษณ์ที่มีชื่อเสียง กับจุดเริ่มต้นของการเป็นเมืองเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้นภายใต้อาชญากรรมที่มีการจัดระเบียบเพื่อเอลวิสมีเล็กน้อยของทุกอย่างในเรื่องราวของลาสเวกัส นักท่องเที่ยวสามารถเห็นได้โดยตรงจากฟอร์มมอร์มอนประวัติศาสตร์ไปยังห้องออกกำลังกายของวิทยาลัยที่ Ann Margaret และ Elvis ถ่ายทำ วีว่าลาสเวกัส

ทะเลทรายและภูเขาในที่เดียว

สภาพแวดล้อมรอบลาสเวกัสอาจเป็นทะเลทราย แต่ถ้าคุณรู้จักที่จะมองหาคุณสามารถหาต้นไม้ได้ ขับไปทางทิศเหนือสั้น ๆ จะพาผู้มาเยือน Mount Charleston ซึ่งเป็นโอเอซิสสีเขียวกลางทะเลทราย ด้วยเส้นทางเดินป่า 12 เว็บไซต์ปิกนิก 7 แห่งและที่ตั้งแคมป์ 6 แห่ง Mount Charleston นำเสนอทางเลือกอันเย็นสบายให้กับความร้อนที่พองได้ซึ่งสามารถแซงหุบเขาลาสเวกัสได้

Mount Charleston | © Andrew / Flickr

คนที่ลาสเวกัสสตริป

Las Vegas Strip เต็มไปด้วยตัวอักษร ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปกับ Transformers, โจรสลัดและสมุนที่เซ็กซี่และดูศิลปินนักพ่นสีและนักเต้นในการทำงานได้ ไม่ว่าเวลาไหนในหนึ่งวันคุณจะเจอคนอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคนเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมื่อคุณกลับถึงบ้าน

ความบันเทิง

นอกจากการดื่มและปาร์ตี้แล้วลาสเวกัสยังมีสถานบันเทิงสดที่น่าทึ่งอีกด้วย นับตั้งแต่วันแรกของ Rat Pack และ Elvis ไปจนถึงผู้อำนวยการในปัจจุบันเช่น Terry Fator, Pen and Teller และ Cirque du Soleil ลาสเวกัสเป็นหัวใจสำคัญของวงการบันเทิง ผู้เยี่ยมชมสามารถหาทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างใน Strip ได้ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงในบ้านไปจนถึงนักเต้นผีดิบ

Penn and Teller เป็นเย็บเล่มของความบันเทิงในลาสเวกัส | © Lwp Kommunikáció / Flickr

ความบันเทิงยามค่ำคืน

ถ้าคุณเคยเห็นการแสดงที่คุณต้องการและไนท์คลับลาสเวกัสมีสิ่งอื่นมากมายที่จะทำให้คุณไม่ว่างในเวลากลางคืน Topgolf เป็นส่วนเพิ่มเติมใหม่ของ Las Vegas Strip ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง MGM Grand เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเวลา 18:00 น. ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ว่างและสนุกสนานไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของวัน ผู้เข้าพักสามารถเรียนกอล์ฟหรือเล่นเกมแบบโต้ตอบกับเพื่อนได้

TopGolf Vegas | © Jax 0677 / WikiCommons

เมืองที่มีรายได้น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

หลายคนมักอ้างถึงลาสเวกัสเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ เมืองที่เต็มไปด้วย 24 เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นบนลาสเวกัสสตริปหรือตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการพนันหรือเครื่องใช้ในห้องน้ำคุณสามารถหาได้ทั้งหมดใน Strip ด้วยทุกสิ่งที่มีอยู่เสมอผู้เข้าชมสามารถไปงานเลี้ยงได้จนถึงเช้า

ความสำคัญทางการเมือง

ตอนแรกดูเหมือนว่าจะไม่เป็นแบบนี้ แต่ลาสเวกัสเป็นสถานที่สำคัญในกระบวนการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ลาสเวกัสเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นเมืองใหญ่ในการไปเยือนประธานาธิบดีและกิจกรรมต่างๆ ประชากรที่หลากหลายและกำลังเติบโตของเนวาด้าทำให้เป็นสมรภูมิที่สำคัญในเส้นทางการเลือกตั้ง การถกเถียงกันครั้งสุดท้ายของประธานาธิบดี 2016 เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีจาก Strip

การอภิปรายครั้งล่าสุดของการเลือกตั้ง 2016 เกิดขึ้นที่ลาสเวกัส | © Krassotkin / WikiCommons

พบถนน Fremont Street

Fremont Street เป็นถนนที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งในลาสเวกัสและแสดงให้เห็นด้านต่างๆของเมือง สองไมล์ (3.2 กิโลเมตร) ที่เลี้ยวผ่านตัวเมืองลาสเวกัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีนับจากการปิดคาสิโนไปจนถึงการเพิ่มหลังคา 90-foot (27.4-meter) ที่มีชื่อเสียงใน 1994 ประสบการณ์ Street Fremont Street ดึงดูดฝูงชนในยามค่ำคืน นักแสดงสดนักดนตรีและนักแสดงตัวละครที่อาศัยอยู่บนถนนเป็นโบนัสเพิ่มเติม

Fremont Street, ลาสเวกัส | © Kobby Dagan / Shutterstock

วัฒนธรรมที่กำลังเติบโต

เมืองลาสเวกัสมีความสุขกับการเกิดใหม่ทางวัฒนธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและไม่แสดงอาการชะลอตัว ย่านศิลปะเป็นพื้นที่ใกล้เคียงที่กำลังพัฒนาในพื้นที่โดยมีแกลเลอรี่ที่เป็นของท้องถิ่นคาเฟ่และร้านอาหารที่บรรจุหน้าร้าน วันศุกร์แรกให้พื้นที่แก่ศิลปินนักดนตรีและนักแสดงในท้องถิ่นเพื่อแสดงผลงานของพวกเขาทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นที่พำนักของชุมชนสร้างสรรค์

ภาพจิตรกรรมฝาผนังจำนวนหนึ่งในเขตศิลปะ © Tracy Hunter / Flickr

เทศกาลและการประชุม

ส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในลาสเวกัสขึ้นอยู่กับจำนวนของเทศกาลและการจัดประชุมที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี Daisy คาร์นิวัลไฟฟ้าฉันวิทยุหัวใจและชีวิตเป็นสิ่งที่สวยงามดึงดูดพันลาสเวกัสวัลเล่ย์ทุกปีนอกเหนือไปจาก MAGIC และนายโอลิมเปีย

Daisy Carnival ไฟฟ้า | © Keoni20 / WikiCommons

ที่มาที่ไปของลาสเวกัส สวรรค์ของนักพนัน

ลาสเวกัสเป็นสถานที่ที่โลกรู้จักดี ในนามของแหล่งคาสิโนและการพนัน ตั้งแต่การพนันได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมายในปี 1931 เมืองนี้ก็ได้สนุกสนานอยู่กับการได้เห็นบ่อนคาสิโนเกิดขึ้นและหายไป ลาสเวกัสได้กลายเป็นพยานสำคัญในเหตุการณ์พิเศษๆ มากมาย และนี่ก็คือตัวอย่างประวัติศาสตร์คาสิโนที่เกิดขึ้นในลาสเวกัสarticle-2037182-0DE322B500000578-87_964x607

 

ย้อนไปเมื่อปี 1946 คาสิโนโรงแรมสุดหรูบนถนนสตริปได้เปิดทำการ และเมื่อพิงค์ ฟลามิงโก้ของบั๊กซี ซีเจลได้เปิดทำงาน คาสิโนแห่งนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นพิงค์ ฟลามิงโก้ไปโดยปริยาย ในขณะที่เดอะ โกลเด้น นักเก็ต คาสิโน เองก็เปิดทำการในปีเดียวกัน และยังคงเป็นคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองลาสเวกัสจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการมีห้องสุดหรูทั้งหมดกว่า 2,400 ห้อง

ส่วนในปีคริสตศักราช 1971 นักเขียน ฮันเตอร์ เอส ทอมป์สัน ได้สนุกกับการมาท่องเที่ยวในลาสเวกัส และคาสิโนที่นี่ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนวรรณกรรมเรื่อง Fear and Loathing in Las Vegas

 

คุณรู้หรือไม่ว่า? เส้นทางของสองข้างทางที่เต็มไปด้วยคาสิโนในลาสเวกัสมีความยาวถึง 4.2 ไมล์!

 

ในปีคริสตศักราช 1972 อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ บิล คัลทาร์ดถูกฆ่าในขณะที่เขากำลังดำเนินการระงับการปรับปรุงของคาสิโนฮอสชอร์ ซึ่งมีเจ้าของเป็นของอาชญากรนามว่าเบ็นนี่ บิเนียน และหลังจากการตายของคัลทาร์ด อาชญากรบินเนียนได้มีสัญญาเช่าฉบับใหม่ที่มีเวลานานถึง 100 ปี

ในปีถัดมา 1973 ฮอลิเดย์คาสิโนได้เปิดให้บริการขึ้น และต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “ฮาร์ร่าห์” ในปี 1992 ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นสถานคาสิโนขนาดใหญ่ ที่เปิดให้บริการแก่นักพนันด้วยเครื่องสล๊อตแมชชีนมากกว่า 1,200 เครื่อง

 

สถานคาสิโนที่ถูกทำลายอย่างย่อยยับที่สุดในประวัติการณ์

เดอะเอ็มจีเอ็ม แกรนด์ คาสิโน ต้องประสบกับปัญหาหนักจากความเสียหายที่เกิดจากเหตุไฟไหม้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1980 ซึ่งเหตุในครั้งนั้นได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 คน และบาดเจ็บอีก 785 คน ซึ่งเป็นคาสิโนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของลาสเวกัส และต่อมาในปี 1981 อาร์โซนิส ฟิลิป ไคลน์ ได้วางเพลิงสถานคาสิโนลาสเวกัสฮิลตัน ความเสียหายในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บอีกกว่า 200 คนDSC_0369

 

การรวมการ์ดเพื่อชนะรางวัลเงินสด

ในช่วงปี 1980-1990 ทีมเอ็มไอทีแบล็กแจ็ก ที่ประกอบไปด้วยอดีตสมาชิกสถาบันเทคโนโล

ยีแมสชาชูเซสแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด ได้ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ของพวกเขาได้การคำนวณและเอาชนะคาสิโนทั่วลาสเวกัส ซึ่งในภายหลัง กลุ่มนี้ได้ยุติลงเนื่องจากเป็นการกระทำที่หาประโยชน์ใส่ตัว

ในปีคริสตศักราช 1993 เดอะ ลูซอ ได้เปิดตัวขึ้น สถานคาสิโนแห่งนี้ประกอบด้วยห้องมากกว่า 4,400 ห้อง และเป็นคาสิโนรีสอร์ทที่ได้รับการยกให้ใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก โดยที่แห่งนี้โด่งดังทางด้านสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นเป็นรูปปิระมิดและมีแสงสกายบีมส่องลงมาที่จั่วของปิระมิดนั่นเอง

 

การไถ่ตัว

ลูกสาวของผู้มีอิทธิพลในวงการคาสิโน สตีฟ วินน์ ได้ถูกลักพาตัวจากบ้านของเธอในลาสเวกัสในปีคริสตศักราช 1993 และเศรษฐีสตีฟ วินน์ ได้ถูกบังคับให้จ่ายค่าไถ่ลูกสาวเป็นจำนวนเงินถึง 1.45 ล้านดอลล่าห์ โดยกลุ่มที่ลักพาตัวลูกสาวของเขาสั่งให้นำเงินสดจากตู้เซฟในคาสิโนไปมอบให้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการคืนลูกสาวให้โดยปลอดภัย ซึ่งโจรลักพาตัวในตอนท้ายถูกจับได้ เพราะเขาได้พยายามจะซื้อรถเฟอร์รารี่คันใหม่ในราคา 200,000 ดอลล่าห์ด้วยเงินสด โดยเอฟบีไอได้เข้าจับกุมในวันที่เขามารับรถใหม่

ฮาเชียนดา คาสิโนได้ปิดตัวลงและถูกวางระเบิดในปี 1996 ซึ่งที่แห่งนั้นได้รับการทดแทนด้วยการส้รางคาสิโนมันดาเลย์ เบย์ ในปี 1999

รวมทั้งเดอะเวเนเทียน ก็ได้เปิดตัวในปี 1999 เช่นกัน โดยสถานคาสิโนแห่งนี้ได้เปิดตัวเป็นคาสิโนรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดในถนนคาสิโนแห่งนครเวกัสเรื่อยมาจนกระทั่งมีการเปิดตัวของเวเนเทียนมาเก๊าในปีคริสตศักราช 2007

 

เสียงดนตรีแห่งสายน้ำ

เดอะเบลลาจิโอ คาสิโนและรีสอร์ท มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านของน้ำพุประกอบเสียงดนตรีขนาดยักษ์ ส่วนในปีคริสตศักราช 2002 นักกีตาร์วงร็อค “เดอะฮู” ชื่อว่าจอห์น เอ็นท์วิสเทิล ถูกพบว่าเสียชีวิตอยู่ในห้องพักหมายเลข 858 ในโรงแรมคาสิโนฮาร์ดร็อคที่ลาสเวกัส โดยสาเหตุการตายเกิดจากหัวใจวายเพราะการเสพย์โคเคนมากเกินขนาด ถัดมาในปี 2007 เทอร์เรซ วาตานาเบ้ ได้ถูกฟ้องร้อง หลังจากที่เขาแพ้พนัน ทำให้เป็นหนี้คาสิโนซีซาร์พาเลซ มูลค่ากว่า 14 ล้านดอลล่าห์สหรัฐฯ แต่หลังจากนั้นคดีได้ถูกถอนยกฟ้องออกไป เนื่องจากวาตานาเบ้ได้ฟ้องกลับว่า เหล่าพนักงานคาสิโนของซีซาร์พาเลซ ได้พยายามมอมเขาด้วยยาและแอลกอฮอล์ เพื่อเชียร์ให้เขาเดิมพันเพิ่มอีก

Welcome_to_fabulous_las_vegas_sign

เหตุการณ์ยิงกันอันน่าสลด

คริสตศักราช 1996 นักร้องแรปเปอร์ในตำนานชาวอเมริกัน ทูเพ็ค ชาเคอร์ ถูกยิงหลังจากออกจากห้องคาสิโส เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ เพื่อชมการต่อสู้ระหว่างไมค์ ไทสัน และบรูซ เซลดอน ซึ่งในอีก 6 วันต่อมาหลังจากที่ถูกยิง เขาก็เสียชีวิตลง ต่อมาในคริสตศักราช 2012 เอ็ดเวิร์ด ซี แบร็นด์ ได้ถูกนำศพออกจากคาสิโนและโรงแรมเอ็กคาสิเบอร์ หลังจากที่เขาได้ยิงเจ้าของคาสิโน เจสสิก้า โครินเน่ เค็นนี่ เข้าที่หัวและหน้าอกอย่างจัง และยิงตัวตายตาม ถัดมาในปีคริสตศักราช 2013 อดีตนักกายกรรมของเซิร์ก ดู โซลีล ชื่อว่า ซาร่าห์ กิลล็อต กูบาร์ด ได้ตกลงมาตายในขณะที่ทำการแสดงที่เอ็มจีเอ็ม แกรนด์คาสิโน และล่าสุดในปี 2015 เจ้าพ่อแห่งลาสเวกัสอย่างเคิร์ก เคิร์กโคเรียนได้เสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าที่บ้านในเบอเวอร์เลย์ ฮิลล์ ด้วยวัย 98 ปี โดยเขาผู้นี้ได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้ที่ช่วยให้ลาสเวกัสเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ และยังเป็นเจ้าของสถานคาสิโนชื่อดังอีกหลายแห่ง เช่น เอ็มจีเอ็ม แกรนด์, เบลลาจิโอ, มิราจ, มันดาเลย์ เบย์ และลูซอร์

 

ความใหญ่โตของลาสเวกัส

ในบรรดา 25 โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากนับจากจำนวนห้องที่เปิดให้บริการ 15 แห่งตั้งอยู่ในเมืองลาสเวกัส และที่เมืองนี้มีคาสิโนเปิดให้บริการอยู่ทั้งหมดจำนวน 120 แห่งด้วยกัน ส่วนทางด้านประชากรของลาสเวกัส จากการสำรวจในปี 2010 ได้ถูกบันทึกไว้ว่ามีผู้อาศัยอยู่ทั้งหมดกว่า 580,000 คน